วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

Clean Boost Shoot-Out

ในบทความเก่าๆ ผมมีพูดถึงเรื่องของ Booster ไว้บางส่วนว่า เป็นหนึ่งในก้อนที่คนเล่นกีตาร์จำเป็นจะต้องใช้ วันนี้ผมจะเขียนถึงในกรณีที่ต้องการความแตกต่างของความดังระหว่างภาค Rhythm ไป Solo และเราไม่ต้องการให้โทนเสียงเราเปลี่ยน หรือไม่ต้องการเพิ่ม Gain/Distortion ให้มากขึ้น สิ่งที่เราต้องการในกรณีนี้ก็คือ Clean Boost ครับ ส่วนตัวแล้วจากที่เคยได้ลอง Clean Boost มาหลากหลายแบรนด์ ผมคิดว่าสิ่งที่จะทำให้เจ้าตัวนี้เป็น Clean Boost ที่มีคุณภาพนั้น ต้องมีคุณสมบัติหลักๆ คือ ไม่เปลี่ยนโทนเสียง และ ไม่เพิ่ม Noise ให้กับ Signal 

ผมทำการ Shoot-Out ก้อน Clean Boost 3 ตัว ที่ผมเห็นว่าดีที่สุดเท่าที่เคยผ่านมือมา คือ :

- Keeley Katana Clean Booster : ตัวนี้คงไม่ต้องแนะนำเยอะ เพราะโด่งดังเป็นเต้ยมาตั้งแต่ปี 1996 ถ้าไม่ดีจริง คนกีตาร์ดังๆ อย่าง Neil ZaZa / John Mayer คงจะไม่ใช้เป็นแน่



- Providence: Final Booster : เป็น Clean Booster จากค่าย Boutique FX จากญี่ปุ่น เป็นอีกตัวที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว



- Free The Tone : Final Booster : อาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อเดียวกันกับตัวบน นั่นเป็นเพราะว่า Cheif Engineer ของ Providence ออกมาตั้งบริษัทเอง ชื่อว่า Free The Tone เป็นค่ายที่ทำเอฟเฟคแบบ Hand/Custom Made โดยใช้อุปกรณ์ชนิดคุณภาพสูงสุด



ผมทดสอบ Booster ทั้งสามก้อนโดยใช้ Fender Telecaster R60 กับแอมป์ Marshall Super Lead ร่วมกับ Bogner Uberkab 4x12 โดยทดสอบโดยใช้ Boost ทั้งอยู่ก่อน Overdrive และอยู่หลัง Overdrive ส่วน Overdrive ที่ใช้คือ Mad Professor : Little Green Wonder ผมเริ่มทดสอบจากการเอา Booster ทั้งสามตัววางไว้หน้า Overdrive และเซ็ต Booster ไว้ที่เที่ยงทั้งหมด พบว่าเสียงที่ได้จะคล้ายๆ กับการ Push ให้แตกมากขึ้นโดยเพิ่มความดังเล็กน้อย โดย Keeley Katana จะมีเสียงกลางเพิ่มขึ้นนิดๆ คอมเพรสนิดหน่อย และได้เกนท์เพิ่มขึ้น ทำให้เหมือนว่าเล่นติดมือขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ Providence: Final Booster จะได้เสียงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ และติดคอมเพรสเล็กน้อย เกนท์เพิ่มขึ้น สุดท้ายเป็น FTT : Final Booster ตัวนี้คลีนที่สุด ไม่เปลี่ยนแปลงโทนกีตาร์ และไม่ติดคอมเพรส เกนท์ที่เพิ่มขึ้นมาก็ฟังสะอาด

ผมทดสอบอีกแบบโดยวาง Booster ทั้งสามตัวไว้หลัง Overdrive ฟังดู Level ดังขึ้นในระดับใกล้เคียงกันมาก โดย Keeley Katana ยังได้โทนกีตาร์ใกล้เคียงเดิม และได้เสียงกลางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คอมเพรสน้อยลงกว่าวางไว้หน้า ส่วน Providence : Final Booster จะฟังสะอาดและโทนเสียงกีตาร์แทบจะไม่เปลี่ยน ยังมีคอมเพรสเล็กน้อย และ FTT : Final Booster จะฟังดูคลีนที่สุด เนื้อกีตาร์ไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะย่าน Hi Frequency ฟังดูสดใสมาก ผมคงไม่บอกว่าตัวไหนดีที่สุด เพราะทั้งสามตัวมีของเค้าเองทั้งสิ้นครับ นักกีตาร์ที่ชอบ Clean Boost ที่ฟังคลีน แต่ขอคอมเพรสนิดๆ เพื่อความเหนียว ก็อาจจะต้องมุ่งไปลอง Keeley Katana หรือ Providence : Final Booster ถ้าคนที่ชอบแบบคลีนและเคลียร์ 100% ก็ต้องเล่น FTT : Final Booster อะไรแบบนี้ครับ ขอให้สนุกกับการเล่นก้อนครับ




วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Bogner Ecstasy Red

หลังจากทดสอบ Uberschall Pedal กับ Ecstasy Blue Pedal ไปแล้ว ผมก็เกิดอาการคันเหลือหลาย อยากทดสอบตัวสุดท้ายในไลน์ผลิตก้อนของ Bogner นั่นก็คือ Ecstasy Red ที่ตอนนี้มาอยู่ในมือผมพร้อมที่จะให้ทดสอบดูแล้วครับ Bogner Ecstasy Red เป็นเอฟเฟคต์ที่จับเอาแชนแนลสีแดงของแอมป์ Bogner Ecstasy มาเป็นต้นแบบในการผลิต ซึ่งเจ้าแชนแนลสีแดงนี้ก็เป็น Hi Gain แชนแนลของแอมป์ Ecstasy ครับ

เช่นเคย Bogner Ecstasy Red มากับแพคเกจจิ้งที่สวยงามน่าจับต้อง เป็นกล่องออกมาก็จะเจอต้องเอฟเฟคต์สีแดงสดใส แผงวงจรถูกห่อหุ้มด้วยกล่องเหล็กแข็งแรงทนทานตามแบบฉบับเยอรมัน (Bogner Products นี่ดีไซน์โดยชาวเยอรมัน แต่ผลิตในอเมริกา) แผงหน้าตามีความใกล้เคียงกับ Ecstasy Blue แทบจะทั้งหมดคือ มีปุ่ม Volume - Treble - Mid - Bass - Gain เป็นหลัก และสามารถจูนจุดอื่นๆ ได้จาก Toggle ที่คอนโทรล Variac - Mode - Pre EQ - Structure และมี Trim Pot เล็กๆ ที่ควบคุม Volume และ Gain ในส่วนของ Boost ด้วย
ผมทดสอบ Ecstasy Red ด้วย Warmoth/Zith Guitar ผ่านตัวเอฟเฟคต์ไปเข้าแอมป์ Top Hat : Vanderbilt 33 พบว่าเจ้า Ecstasy Red นี่ถือเป็นก้อนที่ให้จำนวน Distortion มามากที่สุดในจำนวนทั้งสามรุ่นของ Bogner Pedals เปิดเกนท์ประมาณ 50% ก็ถือว่าแตกมากแล้ว และเสียงแตกที่ได้นี้ค่อนข้างใกล้เคียงเสียงที่ได้จากแอมป์พลิฟายด์ อาการคอมเพรสมีให้ได้ยินน้อยมาก เสียงแตกฟังดูเปิด (แต่ไม่แหลม) ปุ่ม EQ ทั้งสามปุ่มมีผลต่อการปรับมากๆ ครับ การหมุน EQ ปรับดูทำให้เกิดความแตกต่างและแคแรกเตอร์เสียงต่างๆ ออกไปกว้างมาก บวกกับเมื่อคุณปรับผสมเสียงร่วมกับ Mode Toggle และ Structure Toggle ทำให้ Ecstasy Red น่าจะเป็น Distortion ที่ให้ซาวด์ที่่คุณต้องการในหลายๆ แบบเลย 
Toggle ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่ ก็เป็นการไฟน์จูนแคแรกเตอร์ของเสียงได้อีกหลายแบบ เช่นในส่วนของ Mode คุณสามารถควบคุมย่าน Low Frequency ให้ได้ซาวด์แบบแน่นกระชับ (Tight) หรือจะให้ฟังแบบหลวมๆ นุ่มๆ หน่อย (Mellow) หรือให้เสียงออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยใหญ่ๆ ก็ได้ (Full) หรือ Pre EQ ที่จริงๆ ก็คือ Bright Switch ที่ช่วยปรับย่าน Presense นิดหน่อย ในกรณีที่เราเจอแอมป์พลิฟายด์ต่างแบบกัน ก็พอจะช่วยให้เสียงมันเข้าท่าเข้าทางขึ้นมาอีกได้มากอยู่ และจุดที่ผมชอบคือ Structure ครับ การปรับ Structure ช่วยมากเรื่องแคแรกเตอร์ของการแตก 101 จะจำลอง Ecstasy 101B คือเป็น Vintage Sound ที่ออกไปทาง Hi Gain หน่อยๆ 100 คือ Classic Mod คิดง่ายๆ ว่า 101B คือ Steve Vai ซาวด์ และ 100 คือ Gary Moore ซาวด์ดีกว่า มันเห็นภาพขึ้นอีกนิด ส่วน 20th เป็นแคแรกเตอร์ของหลอด KT88 ที่ย่าน Low จะหนาขึ้นแตกเสียงแตกจะมันส์ขึ้นอีก


ต้องบอกว่า Bogner Ecstasy Red เป็นก้อนเสียงแตกที่เยี่ยมสุดตัวหนึ่งที่ผมเคยสัมผัสมา แคแรกเตอร์เสียงปรับได้กว้าง มี Boost ในตัวครบเครื่อง ปรับได้ตั้งแต่เป็น Overdrive จนถึง Hi Gain เหมาะกับกีตาร์ทั้งแบบ Single coils และ Humbuckers ถ้าตอนนี้คุณมองหา Distortion ที่จะเอาไปใช้งานได้กว้างๆ หล่ะก็ Bogner Ecstasy Red เป็นตัวนึงที่คุณไม่ควรมองข้าม และควรค่าแก่การทดสอบครับ แน่นอนว่าตอนนี้เจ้า Red นี่ก็มาลงบอร์ดผมแบบถาวรไปแล้ว ได้ฟังว่ามือกีตาร์แจ๋วๆ ในบ้านเราก็ให้ความไว้วางใจ Ecstasy Red ตัวนี้ด้วย ก็อย่างเช่นคุณยอด แห่งคณะบอดี้สแลม จึงอยากให้คุณๆ มีโอกาสได้ลองครับ




วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

BKP : Blackdog

ครั้งนี้ตั้งใจเอาเรื่องปิ๊กอัพแบรนด์ Bare Knuckle Pickups มาเขียนอีกครั้ง เนื่องด้วยผมเพิ่งเปลี่ยนปิ๊กกีตาร์ของตัวเอง จะว่าไปก็อาจจะเป็นเรื่องงงๆ หน่อย คือผมเปลี่ยนจากรุ่น Blackdog ไปเป็นรุ่น Blackdog ครับ คุณอ่านไม่ผิดหรอก ผมเปลี่ยนใส่รุ่นเดิมนั่นแหละครับ เพียงแต่ผมเปลี่ยนจากแบบ Covered (มีฝาครอบ) ไปเป็น Open Coil (หน้าตาเป็นแบบหนอนสองตัวประกบกัน) ด้วยความที่ผมอยากทราบว่าเสียงมันต่างกันอย่างไร และมันดูเท่ห์ดีเมื่อใส่ลงบน Les Paul (อย่างน้อยผมก็มองแบบนั้นนะ)

กีตาร์ที่ผมจะเปลี่ยนปิ๊กอัพลงคือ Gibson Les Paul Standard R59 VOS ปี 2006 ของเดิมที่ติดมาตั้งแต่ทีแรก เข้าใจว่าเป็นปิ๊กอัพ Gibson Burst Bucker Pro ซึ่งมีความแรงระดับนึง และมีย่าน Low Frequency ที่หนักหน่วงมากๆ ในกรณีของผมแล้ว เรียกว่าล้นเกินไป จึงมีความตั้งใจอยากจะเปลี่ยนปิ๊กอัพเพื่อให้ได้ซาวด์ออกมาใกล้ๆ Vintage PAF (Patent Applied For) ซึ่งเป็นปิ๊กอัพที่ถูกผลิตไว้ใส่ 59 Les Paul รุ่นดั้งเดิมแท้ๆ ผมใช้เวลาหาข้อมูลพบว่ามีหลากหลายแบรนด์ที่พยายามจะ Capture เสียงในแบบ PAF ออกมาและหนึ่งในผู้ผลิตที่ทำได้ดีจนผู้คนกล่าวถึงมากๆ ก็คือ Bare Knuckle Pickups จากประเทศอังกฤษ ซึ่งออกมาในรุ่น The Mule ผมลองศึกษาข้อมูลพร้อมหาคลิปมาฟังประกอบก็รู้สึกว่า Mule นั้นดีจริง แต่ยังตอบสนองความต้องการของผมไม่หมด จึงตัดสินใจอีเมลล์หามิสเตอร์ Tim Mills เจ้าของและผู้ออกแบบปิ๊กอัพของ Bare Knuckle Pickups บ่งบอกถึงความต้องการของผม โจทย์ผมก็คือต้องการปิ๊กอัพที่มีความบาลานซ์ระหว่างสายสูง ความดังเบาไม่มีโดด และต้องการเสียงกลางเยอะหน่อย ย่านเบสไม่ต้องมากนัก และที่สำคัญผมต้องการเสียงใกล้ๆ PAF แต่มีความแรงพอที่จะเล่น Blues/Hard Rock ได้แบบไม่ต้องเค้นมาก ทาง Tim จึงแนะนำให้ผมเอารุ่น Blackdog Humbuckers มาใช้ 



ผมทดสอบ Gibson Les Paul R9VOS ที่ติด Bare Knuckle : Blackdog (Covered) กับแอมป์ Bogner Shiva + Bogner Shiva 2x12 Cab ตรงๆ โดยไม่ผ่านเอฟเฟคต์ใดๆ พบว่าเสียงที่แตกต่างจากของเดิมเลยคือเรื่องการบาลานซ์สายทำได้ดีมากๆ สาย 1 ถึง 6 เสียงดังเท่าๆ กันไม่มีสายไหนเบา สายไหนดังกว่ากัน ข้อนี้ถือว่าผ่านมากๆ เพราะเวลาเล่นเราได้ยินเสียงทุกสายชัดเจนจริงๆ ย่าน Low Frequency ก็ไม่หนาใหญ่จนเกินไป กำลังพอดีๆ หนาแต่ไม่ล้นนั่นแหละครับ เสียงกลางโดดเด่นอย่างที่ผมชอบเลย ย่าน Treble ก็คมและจิกๆ ซาวด์กระเดียดไปทางจิ๊กโก๋ๆ แบบที่ผมต้องการครับ โดยรวมนั้น ปิ๊กอัพตัว Neck จะกลมๆ หนาๆ เป็นเม็ดๆ ส่วนตัว Bridge จะแผดๆ กัดๆ เสียงกลางเด่นๆ ความดังระหว่างปิ๊กอัพสองตัวก็ Calibrated มาดีทำให้เมื่อสลับหน้าหลังแล้วไม่ดังโดดเลย


มาถึงเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ทำการเปลี่ยนปิ๊กอัพตัว Bridge อีกครั้ง เลือกเอารุ่นเดิม คือ Blackdog Humbucker แต่คราวนี้เป็น Open Coil มาใส่แทนตัวเก่า พบว่าเสียงยังมีแคแรกเตอร์แบบเดิม แต่กิน Distortion ได้มากขึ้น ย่านเสียง Mid กับ Treble คมใสขึ้นกว่าเก่านิดหน่อย และย่าน Low Frequency น้อยกว่าแบบ Covered เล็กน้อย แต่ต้องบอกว่า ถ้าชอบเสียงที่ Rock สะใจ แบบ Open Coil น่าจะโดนใจมากกว่าเยอะครับ ผมอยากให้คุณๆ ที่มองหาปิ๊กอัพคุณภาพดี ได้ลอง Bare Knuckle Pickups กันครับ หลังจากได้ลองมาหลายรุ่น รวมถึง Blackdog นี้แล้ว ผมยังคิดว่าบริษัททำปิ๊กอัพได้ดีกว่า และดูใส่ใจในการผลิตอย่างมากเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณๆ ถ้าสนใจยังไงลองเช็คดูได้ที่ 

www.bareknucklepickups.co.uk 

คุณก็อาจจะเจอสิ่งที่คุณต้องการไม่ว่าคุณจะใช้ Les Paul / Stratocaster / Telecaster เค้าก็มีผลิตปิ๊กอัพหลายๆ แบบมาให้คุณได้เลือกใช้ครับ


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Cioks : DC10


สิ่งหนึ่งที่ผมได้สัมผัสหลังจากได้สังเกตุความเป็นไปในหมู่คนเล่นก้อน คนรักก้อน หรือคนที่จำเป็นต้องใข้ก้อนก็คือการที่อุปกรณ์สำคัญมากๆ ชิ้นหนึ่ง ถูกมองข้ามกันอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดไม่แพ้เอฟเฟคต์ก้อนโปรดของคุณๆ เลย ผมกำลังหมายถึงตัวจ่ายไฟ หรือที่เราเรียกกันจนคุ้นหูว่า Power Supply และเจ้าตัวจ่ายไฟนี้ ถือว่าเป็นอุปกรณ์หลักที่น่าจะมีติดบอร์ดไว้เพื่อเป็นขุมพลังงานให้กับเอฟเฟคต์ของนักกีตาร์แทบจะทุกบอร์ด ถ้าถามว่า Power Supply มีประโยชน์เพียงแค่จ่ายไฟหรือ? คำตอบก็คือไม่ใช่ครับ Power Supply คุณภาพดีๆ นั้น นอกจากจะจ่ายกำลังไฟให้กับเอฟเฟคต์ของคุณแล้ว ยังช่วยลดอาการจี่/ฮัม จากตัวเอฟเฟคต์ ลดอาการไฟไม่นิ่งและทำให้เอฟเฟคต์ของคุณทำงานได้เต็มที่ และแน่นอนว่าเสียงดีขึ้นด้วย

วันนี้ผมจะแนะนำแบรนด์ใหม่ที่เป็นน้องใหม่มาแรง เรียกว่า CIOKS เป็น Power Supply สัญชาติเดนมาร์กภายใต้การออกแบบของ Poul Cioks ที่ผลิต Power Supply ออกมามากมายหลากหลายรุ่น โดยแบ่งเป็นกลุ่ม Standard Series และ Professional Series ผลิตครอบคลุมทั้งไฟชนิด AC แหละ DC เลยทีเดียว ผมจะพูดถึงรุ่นที่เรียกว่าท๊อปฮิตของพวกเขากันก่อนครับ เป็นรุ่นที่อยู่ใน Professional Series เรียกว่า DC10 เจ้าตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างหลากหลายและครอบคลุม สำหรับมือกีตาร์/มือเบสที่เรียกว่าเป็นคนขี้เบื่อ (ฮา) ชอบเปลี่ยนเซ็ตอัพของตัวเองอยู่บ่อยๆ ที่ว่าเหมาะก็เพราะว่า เจ้า DC10 นี้มี ช่องเสียงไฟ (Outlet) ให้ใช้ถึง 10 ช่อง มีการจ่ายไฟที่หลากหลายเหมาะสมกับหลายสถานการณ์



จ่ายไฟอย่างไรบ้าง?

Cioks DC10 มีภาคการจ่ายไฟที่มีหัวจ่ายแบบ 9vDc จ่ายที่หัวละ 100mA อยู่ 4 ช่อง / มีหัวจ่ายแบบ 9 หรือ 12vDC ที่หัวละ 200mA อยู่สองช่อง (ที่สามารถรวมกำลังไฟกันได้) และ 9 และ 12vDC ที่หัวละ 400mA อยู่ 1 ช่อง (ชุดนี้จะคำนวนรวมกันไม่เกิน 400mA) และสุดท้ายมีช่องจ่าย 9 และ 12 หรือ 15vDC ที่หัวละ 400mA (ใช้คำนวนไฟรวมกันเช่นกัน) เห็นความหลากหลายแล้วใช่ไหมครับ? เพราะงั้นกลุ่มนักกีตาร์/คนเบส ที่ใช้เอฟเฟคต์หลากหลายชนิดของไฟ ก็หมดปัญหาไปครับ

แล้วมันเหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ ตรงไหน?

ต้องบอกว่ามีที่เห็นๆ เลย 3 จุดใหญ่ๆ คือการที่ Cioks กล้าๆ ใช้ Transformer ชนิด Toroidal Transformer ที่มีคุณภาพสูงและคุณประโยชน์เหนือกว่าชนิด Standard Laminated ซึ่งไอ่เจ้า Torodial นี่แหละที่ทำให้ก้อนๆ ของคุณมีเสียงรบกวนน้อยลงมากๆ ครับ ในจุดที่ 2 ก็คือ Cioks ใส่ Short Circuit Protection ไว้ในทุกๆ ช่องจ่ายไฟ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการดีไซน์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับ Users มากๆ ในกรณีที่ถ้าคุณๆ ใช้เอฟเฟคต์ก้อนราคาสูงๆ ถ้ามีการลัดวงจรขึ้นมา คงจะไม่คุ้มเลยใช่ไหมครับ ในส่วนสุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นข้อดีมากๆ ของ DC10 (หรือรุ่นอื่นๆ ของ Cioks) ก็คือการมีสายเคเบิ้ลให้ใช้แบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Split คือเรียกง่ายๆ ว่าจ่ายไฟได้ 2 ก้อนจาก 1 outlet หรือ Stacked คือการจ่ายไฟชนิดรวมกระแส (เนื่องจาก DC10 เป็น Isolated)

การใช้งาน

การใช้งานก็ง่ายดายนะครับ เปิดกล่อง เลือกสายเคเบิ้ลให้ถูกต้อง เสียบเข้ากับเอฟเฟคต์ก้อนของคุณ เท่านี้ ก็เรียบร้อย เจ้า DC10 นี้ติดมากับแผ่นเหล็ก 2-3 ชิ้น ที่ใช้ติดมันเข้ากับ Pedalboard ของคุณได้อย่างแน่นหนา ถ้าหากใช้ PedalTrain ก็สามารถเจาะข้างใต้แล้วเอาน๊อตยึดแบบถาวรไปเลยได้ สายเคเบิ้ลที่ให้มา ก็มีหลากหลายหัวที่เป็นแบบปรกติทั่วไป หรือเป็นแบบหางหนู (ใช้กับพวก DOD บางรุ่น หรือ TS808) หรือว่าจะเป็นชนิด Reverse Polirity ก็มี และมีความยาวหลากหลายครับ ติดข้ามไปมาในบอร์ดได้สบาย 


โดยสรุป หลังจากได้ลองแล้ว DC10 เป็น Professional Power Supply ที่น่าจะครอบคลุมที่สุดแล้วในตลาดตอนนี้ และเรียกว่าใช้คอมโพเนนท์หลักที่คุณภาพสูงสุด่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ Toroidal Transformer ที่คุณภาพดีที่สุด ทำให้เรื่องของ Noise และความนิ่งในการจ่ายไฟทำได้ดีเยี่ยมจริง ไม่อยากให้มองข้าม และเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะลงทุนกับ Power Supply ดีๆ เพื่อประโยชน์ที่สำคัญอย่างน้อยๆ 1. รักษาไม่ให้ก้อนๆ ของคุณเป็นอันตราย และ 2. ทำให้ก้อนๆ ของคุณเปล่งประสิทธิภาพได้เต็มที่ครับ

Bogner Ecstacy Blue


คราวที่แล้ว ผมเขียนทดสอบก้อน Bogner Uberschall ไปแล้ว ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ฮือฮาดีมากเลยครับ นักกีตาร์พี่ๆ น้องๆ ชาวเมตัลคงจะชอบใจ คราวนี้ ผมอยากเขียนถึงอีกรุ่นหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กันบ้าง เป็นก้อนฟ้าที่เรียกว่าจำลองแชนแนล Blue มาจากแอมป์ที่เรียกว่าเป็นตำนานของ Bogner ไปแล้ว คือรุ่น Ecstasy นั่นเอง เจ้า Ecstasy Blue เป็นแชนแนลที่ให้เสียงแนวๆ Crunch หรือเสียงแตกที่เริ่มๆ จะ Break Up ของแอมป์ หรือจะเรียกว่าเป็น Overdrive ก็ยังได้ จาก Ecstasy Amp ครับ ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เพิ่งจะได้อ่านตอนนี้เป็นตอนแรก และสงสัยว่า Bogner Amplifications มันดังอะไรยังไง รบกวนตามลิ๊งไปลองอ่านประวัติพอสังเขปของ Reinhold Bogner ดู :

http://aplayboysreturn.blogspot.com/2012/07/bogner-history.html

ก้อน Ecstasy Blue นี้ มากับแพ๊คเกจสวยงามคล้ายๆ กับตัว Uber เว้นแต่ว่าตรงมุมของกล่องจะพิมพ์คำว่า Ecstasy Blue แทน เปิดกล่องออกมาก็จะพบกับก้อนสีฟ้าสวยงาม ขนาดเดียวกันกับ Uber เช่นกัน แต่ตรงหน้าปัทม์จะต่างกันอยู่ ถึงแม้จะมี Volume - Treble - Mid - Bass - Gain เหมือนกัน แต่ด้านบนเหนือนปุ่มหมุ่นจะเป็น Toggle Switch อยู่ถึง 4 อัน ไล่ไปจากซ้ายไปขวาคือ Variac - Mode - Pre EQ - Structure อะไรเป็นอะไรผมจะเล่าให้ฟังกันตามลำดับครับ และแน่นอนว่าต้องมีปุ่ม Boost ด้วย แต่ Ecstasy จะมี Boost ทั้ง Volume และ Gain ด้วยเลย ควบคุมได้จาก Trim Pot เล็กๆ ที่วางอยู่ใต้ Volume และ Gain หลัก สองปุ่มนี้มีผลมากกับเสียงขอเจ้า Ecstasy Blue นี้ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังเช่นกัน


เรื่อง panel ปรกติคือ Volume หรือ EQ คงจะไม่ต้องอธิบายอะไรมากคงจะคุ้นเคยกันมาอยู่แล้ว ผมจะพูดถึง Toggle Switch ที่เพิ่มเติมเข้ามาว่ามีอะไรบ้าง เริ่มจาก:

- Variac: เมื่อ On จะเสมือนเป็นการลด Voltage จะทำให้เสียงเบาลง มีคอมเพรสมากขึ้น (บางกรณีใช้สำหรับการเล่นในบ้าน เมื่อต้องการให้เสียงแตกเต็ม ในวอลลุ่มที่เบาลงได้ด้วย)
- Mode: Plexi จะเป็นโหมดที่แทบจะไม่แตกจะได้เสียง Crunchy แบบแอมป์ยุค 70 ส่วน Blue จะเป็นโหมดสีฟ้าของแอมป์ Ecstasy จะแตกกลางๆ ค่อนไปทางโอเวอร์ไดร์ฟ แต่จะไม่มี compression ทำให้เสียงเปิดมาก
- Pre EQ: ว่ากันง่ายๆ บ้านๆ ก็คือ Bright Switch นั่นเองครับ จะมี B1/B2 เป็นลักษณะการ Bright คนละแบบ ส่วน N จะเป็น Natural คือเป็นเสียงปรกติ
- Structure: เรียกว่าเป็น Character เสียงของแอมป์ Ecstasy ที่ผลิตมาสามรุ่น คือ 101 = 101B จะฟังวินเทจแต่ยังมีเกนท์มาก 100 = Classic Mod เป็นวินเทจและเกนท์น้อย และเสียงกลางจะเด่นกว่า 101 สุดท้าย 20th คือเสียงแบบหลอด KT88 จะแตกเยอะสุด เสียงจะโมเดิร์นสุด


ผมทดสอบ Bogner Ecstasy Blue ด้วย Gibson Les Paul Standard R9VOS (ติด Bare Knuckle: Blackdog) เล่นกับ Bogner Shiva 6L6 + Bogner Shiva 2x12 Cabinet ผมเริ่มเล่นจาก Plexi Mode ก่อน บิดเกนท์ไปสุดแล้วยังไม่ค่อยแตกเท่าไหร่ เมื่อเปิด Boost ช่วย เสียงแตกที่ได้จะมันส์มากๆ เสียงจะละม้ายกับเสียง Classic Rock Guitar ที่เราได้ยินกันในแผ่นเพลงยุค 70s เลย เสียงเพราะมากๆ การ Boost ของ Ecstasy นี้ก็แจ๋วนะครับ สามารถคอนโทรลได้ทั้ง Boost Volume และ Boost Gain คุณๆ สามารถเลือกเปิดมาน้อยได้ตามใจชอบ ผมใช้วิธีปิด Boost Volume แต่เปิด Boost Gain ไว้ประมาณ 11 โมง เล่นสนุกมาก ถึงแม้จะ Boost แล้วก็ยังไม่มี Compression ให้ได้ยิน เมื่อสวิทช์ไปที่ Blue Mode ได้เกนท์เพิ่มอีกพอสมควร เป็นกึ่ง Cruch กึ่ง Overdrive ที่เสียงเปิดมาก (ฝรั่งเค้าเรียก Open) จุดเด่นของ Blue Pedal น่าจะอยู่ที่ตรงนี้ครับ คือเสียงฟังไม่รุนแรงมาก เนื้อเสียงฉ่ำ เต็มและฟังเป็น Overdrive/Crunch ที่เพราะโขอยู่ เมื่อ Boost เข้าไป ก็ได้เสียงเป็นพวก Hi Gain ได้เหมือนกันครับ พอเพียงที่จะเล่น Pop/Blues/Rock/Hard Rock ได้สบายๆ เลย โดยสรุป Bogner Ecstast Blue เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มีคุณภาพสูงจริงๆ สำหรับก้อน Overdrive หรือคนที่ต้องการเสียงแตกขนาดกลางๆ เสียงแตกฟังฉ่ำและเนื้อเสียงแน่นละเอียด ถ้าสนใจอยากลองเจ้า Bogner Pedals ก็ติดต่อตรงไปที่ Pedals' Park Music Playground ได้เลยครับ




วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Bogner Uberschall Pedal


ต้องบอกว่าเป็น Talk Of The World (เพราะมันดังไปทั่วโลกจริงๆ) กันเลย เมื่อบริษัทที่ผลิตแอมป์บูติกที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครมาตั้งแต่ทศวรรตที่ 90 อย่าง Bogner Amplifications (ผู้ผลิตแอมป์รุ่น Ecstacy / Uberschall / Shiva ที่โด่งดังจนศิลปินเช่น Steve Vai, Avenged Sevenfold และ Jerry Cantrell แห่ง Alice In Chain ยังต้องใช้)  จะหันมาผลิตก้อนเสียงแตกให้ชาวกีตาร์อย่างเราๆ ได้เล่นกัน จึงเป็นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ไม่ควรพลาดกันอย่างรุนแรง

ทางบริษัท Bogner ได้ประกาศข่าวนี้มาตั้งแต่ต้นปี 2012 และมี Prototype ให้ชาวกีตาร์ได้ไปลองเล่น ลองเสียงกันในงาน Musik Messe ที่ Frankfurt ข่าวนะตอนนั้นยังไม่มีกำหนดออก และทาง Reinhold Bogner ดีไซเนอร์ และเจ้าของบริษัทก็ได้แจ้งให้ฟังไว้แล้วว่า ตัว Prototype ยังไม่สมบูรณ์นักและยังต้องการปรับปรุงส่วนต่างๆ อยู่นิดๆ หน่อยๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึงปลายๆ ปีนี่แหละครับ ทาง Bogner ก็ประกาศตูมออกมาว่า ก้อนเสียงแตกรุ่น Ecstacy Blue - Ecstacy Red และ Uberschall จะออกวางจำหน่ายกันในเดือนพฤศจิกายน 2012 นี้ ตอนนี้ทั้งสามรุ่นก็ตกมาถึงมือผมแล้วหล่ะครับ วันนี้ผมจะนำเอารุ่นที่เรียกว่า Uberschall มาแนะนำกันก่อนเป็นรุ่นแรก


Uberschall เป็นชื่อของแอมป์พลิฟายด์รุ่นหนึ่งที่โด่งดังมากๆ ของ Bogner Amplifications เป็นแอมป์ที่ให้สำเนียงเสียงแบบ Hi Gain โลว์หนักแน่นทรงพลัง เจ้าก้อนแตก Uberschall ก็แทบจะถอดแบบออกมาเหมือนกับตัวแอมป์เลยทีเดียว เมื่อได้มาเจ้าก้อนนี้ก็ถูกบรรจุอยู่ในแพคเกจดูสวยงามทีเดียว ด้านหลังมีสกรีนประวัติคร่าวๆ ของ Bogner เมื่อแกะกล่องออกมา ก็จะเจอเจ้าก้อน Uber นี่ กับใบรับประกันที่มีซีเรียลนัมเบอร์ และแมนนวล ตรงแพคเกจนี้ดูดีครับ สอบผ่าน


ตัวก้อนทำจากเหล็กพับอย่างดี ทำสีดำขรึม หน้าตาถอดแบบมาจากดีไซน์เดียวกับตัวแอมป์ น๊อพหมุนดูสวยมีสง่าราศีมาก ปุ่มควบคุมก็ง่ายๆ ตรงๆ Volume - Treble - Mid - Bass - Gain และมีสวิทช์ On และ Boost ใต้น๊อพวอลลุ่ม จะสังเกตุเห็นน๊อพเล็กๆ ใสๆ นั่นคือเอาไว้คุมวอลลุ่มของสวิทช์บู๊ส ใช้ง่ายไม่ยุ่งยากเลย ผมทดสอบก้อน Uberschall ด้วยกีตาร์ Gibson Les Paul Standard ผ่านก้อน Uber ไปออก Bogner Shiva + Shiva 2x12 และผมใช้วิธีเดียวกับการปรับแอมป์ Uberschall ก็คือให้หมุนทุกปุ่ม (ยกเว้นวอลลุ่ม) ไปที่ Maximum ก่อนแล้วจึงถอยย่านความถี่ที่ไม่ต้องการ ลงตามสมควร เช่นเดียวกันกับน๊อพเกนท์ ก็ใช้วิธีเดียวกัน พบว่าเจ้าก้อน Uberschall ให้ความหนักแน่นของเสียงแตกในลักษณะใกล้เคียงกับแอมป์มากๆ ย่านโลว์เอนด์หนักแน่น ย่านเสียงกลางมากพอที่จะไม่ทำให้เสียงกีตาร์จม ถึงแม้จะปรับให้เป็นแบบ Scooped-mid แล้ว ก็ยังคงฟังดูไม่จม ยังหนาใหญ่พอสมควร จุดเด่นมากๆ ที่ผมชอบก็คือ เสียงแตกของ Uberschall ถึงแม้จะฟังแตกเยอะ แต่ฟังเคลียร์มากๆ ไม่เบลอ เล่นโซโลติดนิ้ว และให้เสียงเหมือนเรากำลังเล่นจากหัวแอมป์ครับ ตรงนี้โดนเลย

เจ้า Uberschall นี้ยังมีความลับอยู่หน่อยครับ คือกรณีที่ต้องให้เกนท์เยอะขึ้นกว่าปรกติ ให้ปิดวอลลุ่มหลัก และเปิด Boost ใช้วอลลุ่มจาก Boost แทน ก็จะได้เสียงแตกหนักๆ ขึ้นมาอีกน่าจะ 30%-40% ทำให้เสียงของเจ้า Uber นี้หนักหน่วงขึ้นอีกเยอะเลยครับ ถือว่าเจ้า Boost นี้เป็นปุ่ม Secret Weapon (อาวุธลับ) อย่างแท้จริง !!

หลังจากลองเล่นดูพักใหญ่เจ้าก้อน Uberschall นี้ หน้าที่หลักๆ ก็คงจะเป็นก้อน Hi-Gain ที่เอาไว้ตอบสนองคนรัก Hard-Rock หรือ Metal แน่นอน คนที่ชอบเสียงแตกที่ใกล้เสียงแอมป์แบบย่านโลว์หนักๆ กลางเด่นๆ คงจะถูกใจกับเจ้าก้อนนี้มากๆ และจะทำงานได้ผลดีที่สุดกับกีตาร์ที่ติดปิ๊กอัพที่เป็น Hi Output หน่อยครับ ผมทดลองลดเกนท์ดูเหลือน้อยๆ เจ้า Uber ก็ทำหน้าที่เป็น Overdrive ได้อย่างไม่ขัดเขินเช่นกัน อยากให้ลองดูครับ ก้อนดีๆ แบบนี้ และโดยเฉพาะออกแบบและผลิตโดยบริษัทที่โด่งดังอย่าง Bogner Amplifications แล้ว คุณๆ ไม่น่าพลาดเลย








วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

WET Reverb

เอฟเฟคต์ประเภทหนึ่งที่นักกีตาร์ส่วนใหญ่จะขาดไม่ได้เลย คงจะเป็นเอฟเฟคต์ประเภท Time Based หรือกลุ่มพวก Delay หรือ Reverb ที่จะช่วยสร้าง หรือจำลองเสียงสะท้อนเพื่อเพิ่มมิติให้กับเสียงกีตาร์ ทำให้ได้เสียงที่ฟังดูมิติความลึกฟังเพราะในทุกสถานการณ์ วันนี้ผมจะพาคุณๆ ไปทำความรู้จักกับเอฟเฟคต์ประเภท Reverb ก้อนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในกลุ่มคนเล่นก้อน ชื่อว่า Neunaber: WET Reverb 


ปัจจุบัน WET Reverb ได้ถูกพัฒนามาจนเป็นเวอร์ชั่นที่ 3 เข้าไปแล้ว และยังเพิ่มรุ่นที่เป็น Stereo ออกมาด้วย เนื่องเพราะไม่เห็นความแตกต่างของ V2 และ V3 ผมจึงลองเอา Stereo Version มาลองใช้งานดู เมื่อแกะกล่องออกมา ผมเทียบ WET V2 กับ WET Stereo แล้วพบว่าเวอร์ชั่น Stereo นั้น มีอีกปุ่มโผล่ขึ้นมา ลองอ่านคู่มือดูได้ความว่าเป็นปุ่ม Tone ใช้ควบคุมความทุ้มแหลมของเสียงตาม (Decay) และอีกจุดที่น่าสนใจก็คือมี USB Port ไว้ให้อัพเดทเจ้า Reverb ตัวนี้ด้วยซอฟท์แวร์ของทาง Neunaber เอง เรียกว่า Pedal Customizer อีกด้วย อีกจุดที่เพิ่มมาคือช่องต่อ Expression Pedal สำหรับ Mix/Depth ทำให้คุณสามารถควบคุมสองฟังก์ชั่นนี้ด้วยเท้า (เมื่อใช้ Exp Pedal)

ผมทดสอบ WET Stereo Reverb นี้กับกีตาร์ Fender '51 Nocaster ต่อตรงเข้า Reverb และไปออกแอมป์ Victoria 50212 ในส่วน Mono และลอง 50212 กับ Bogner Shiva ในส่วน Stereo พบว่า เสียงที่ได้จาก WET Stereo นั้นเทียบจะเหมือนกับ WETV2 ไม่ผิดเพี้ยน แต่ปุ่ม Tone ที่เพิ่มมานั้นก็ช่วยให้เราควบคุมความทุ้มแหลมของเสียงตามได้ดีขึ้น เนื่องจาก WET V2 (หรือ 3 ในปัจจุบัน) มีความใสมาก อาจจะไม่ค่อยถูกหูสำหรับคนที่ชอบ Reverb แบบหม่นๆ นัก เมื่อมีปุ่ม Tone เพิ่มเข้ามาทำให้ใช้งานได้หลากขึ้นอีกมากทีเดียวครับ ยอดมากๆ


ผมทดสอบ Stereo ด้วยการเสียบต่อสองแอมป์ โดยให้สองแอมป์อยู่คนละมุมห้อง ถ้าใครไม่เคยเล่นกีตาร์โดยใช้สองแอมป์หล่ะก็ แนะนำให้ลองด่วนครับ ได้เสียงที่ฟังฉ่ำและอลังการมากๆ พูดถึงเจ้า WET นี่ จะให้เสียง Reverb ในแบบ Plate นะครับ จะไม่ใช่แบบ Spring อย่างที่เข้าใจกัน จะฟังเนียนๆ ฉ่ำๆ ไม่มีการสั่นๆ เป็นก้อนที่ต้องบอกว่าติดมากครับ เปิดแล้วไม่ค่อยอยากปิด เพราะมันฟังเพราะจริงๆ ใครที่มองหา Reverb เจ๋งๆ ที่ซื้อทีเดียวจบ ใช้งานง่าย Neunaber: WET Reverb ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ


วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Vovox: Sonorus Cable


สายเคเบิ้ลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักดนตรีหลายๆ คนมักมองข้ามกัน จริงๆ ผมเข้าใจว่าเจ้าเคเบิ้ลเนี่ย มันมีความสำคัญไม่ต่ำว่า 30-40% เลยทีเดียว เพราะเป็นส่วนที่จะนำพาสัญญาณเครื่องดนตรีของคุณๆ ผ่านไปยังแอมป์พลิฟายด์ให้เราได้ยินได้ฟังกัน เพราะฉะนั้นแล้วสัญญาณจะถูกลดทอนลงมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่คุณภาพของสายนี่แหละ

ผมได้ยินชื่อ Vovox Sound Conductor เป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้วครับ จากการได้ที่ได้เห็นบอร์ดเอฟเฟคต์ของพี่กอล์ฟ แห่งวง T-Bone วงยอดฝีมือวงหนึ่งของเมืองไทยเรา พี่กอล์ฟนี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนเล่นของระดับต้นๆ ของบ้านเรา ครั้งแรกที่ผมเห็นบอร์ดพี่เขา ผมสนใจเรื่องพวกสายเคเบิ้ลนี่มาก เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ฟังว่าเป็นสายที่ให้สัญญาณเสียงที่เก็บรายละเอียดได้ครบ แต่ไม่ทำลายเนื้อเสียงและย่านความถี่ ผมไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า Kurt Rosenwinkle มือกีตาร์แจ๊สชื่อดังก็เป็นอีกท่านที่ไว้วางในสายเคเบิ้ลแบรนด์นี้มากๆ เช่นกัน

สายสัญญาณ Vovox Sonorus ที่ผมได้มา เป็นขนาดความยาว 3.5 เมตร พบกว่า สายมีน้ำหนักเบามากๆ เมื่อเทียบกับสายสัญญาณแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ตัว Core หรือแกนของสายเหมือนว่าเป็นสายสัญญาณสองเส้นพันกันเป็นรูปเกลียวและหุ้มด้วย Natural Fibre Net เพื่อเป็นฉนวนกันพวก Noise ต่างๆ เนื่องจากตัวสายมีการ Twisted อยู่แล้ว จึงทำให้การบิดงอ โค้งไป โค้งมาได้ตามสถานการณ์ นับว่าสะดวกทีเดียว และด้วยตัวสายมีน้ำหนักเบามา จึงไม่รู้สึกว่าเกะกะเวลาเดินไป เดินมา


ผมทำการทดสอบ Vovox: Sonorus ความยาว 3.5 เมตร จากกีตาร์ Fender Stratocaster เข้าตู้แอมป์ Victoria 50212 ตรงๆ โดยไม่ผ่าน FX ใดๆ อย่างแรกที่ผมพบว่า Sonorus แตกต่างจากเคเบิ้ลชนิดอื่นๆ คือความชัดเจนของย่าน High Frequency ออกมาชัดเจน ที่ว่าชัดเจนในความหมายของผมนั้น คือไม่แหลมนะครับ แต่ฟังเคลียร์และชัดทุกโน๊ต และย่านเสียงกลางและเบสนั้นฟังธรรมชาติ ไม่มีอาการถูกบีบอัด (Compressed) ใดๆ ทั้งสิ้น ซาวด์ที่ได้จึงฟังโปร่งสบายหูครับ สมราคามากทีเดียว เพื่อนๆ ท่านไหนที่สนใจอยากจะอัพเกรดสายเคเบิ้ลให้กับกีตาร์/เบส ของตัวเอง และอัพเกรดสายเคเบิ้ลในบอร์ดเอฟเฟคต์หล่ะก็ Vovox: Sonorus เป็นสายอีกแบรนด์ที่คุณๆ "ต้องลอง" เลยครับ ลองติดต่อตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราดูครับ เป็น Pedals' Park Music Playground 


วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Kinman: Bridge Blaster


มีบทความหนึ่งที่ผมเคยเขียนไว้เรื่องของการตัดเสียงรบกวน หรือที่เราเรียกกันว่า Noise นอกจากการใช้เครื่องมือบางชนิดช่วยแล้ว การแก้ไขจากตัวกีตาร์เองก็มีผลอย่างมาก จึงมีหลายบริษัท หลายโรงงาน ทำการผลิตเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า Guitar Pickups ที่เป็นชนิด Noiseless แต่ปัญหาหลักๆ ของปิ๊กอัพชนิด Noiseless ในอดีต ก็คือการที่เสียงย่านแหลม ถูกตัดออกไป ย่าน presense ก็จะฟังเหมือนถูกบีบอัดเยอะ ผลคือเสียงจะฟังดูห้วนๆ กุดๆ แต่นั่นคือปัญหาของ Pickups ของสมัยก่อน

ผมมี Fender Esquire อยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งมีปิ๊กอัพเดียว แต่เดิมเค้าใส่ Seymour: BG1400 ที่เรียกว่า Stacked Single Coil หมายถึงว่ามี Coil 2 อันวางซ้อนกัน เท่ากับว่าเป็น Humbucker นั่นแหละ ผมรู้สึกอยู่ว่าความ Twangy แบบ Tele แท้ๆ มันมีน้อย แต่ได้ความแรงและเงียบกว่า Single Coil ถึงกระนั้นผมก็ต้องการ Output ที่ค่อนข้างแรง แต่มีความเหน่อ และ Twang ในสไตล์ Single Coil และที่สำคัญ ต้องมี Noise น้อย จนถึงไม่มีเลย เมื่อโจทย์ผมเป็นแบบนี้ ความยากมันก็เลยอยู่ที่เรื่องของ Noise เพราะ Pickups ประเภท Single Coils ที่ Noise น้อยๆ ก็เห็นจะมีแต่พวก Noiseless ซึ่งจะมีปัญหาที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น ถึงกระนั้นผมก็ยังโชคดี ที่มีเพื่อนแนะนำให้ไปลองสั่ง Pickups แบรนด์นึง ชื่อว่า Kinman Pickups เค้ามีผลิตปิ๊กอัพสำหรับ Telecaster ที่ให้เสียงและ Output กระเดียดไปทาง P-90 เรียกว่ารุ่น "Bridge Blaster" ผมลองอ่านข้อมูลจากทาง Kinman แล้วก็ไม่ลังเลที่จะสั่งมาลองเลย

หลังจากเปลี่ยนจากของเดิมมาเป็น Kinman: Bridge Blaster แล้ว ผมทดสอบผ่าน Bogner Shiva 6L6 พบว่า Bridge Blaster ถึงแม้จะยังมีเสียงรบกวนอยุ่ แต่ก็มีเพียงนิดหน่อย และมี Noise ต่ำกว่าพวก Single Coil ธรรมดาด้วยซ้ำ ผมต้องขอบอกว่า ยังไม่เคยเจอ P-90 แบบไหนที่เงียบขนาดนี้ แต่ให้ความหนักหน่วงของเสียงในแบบ Twang และ Punky มากๆ เสียงจะออกย่านกลาง-ทุ้มเยอะ และย่านแหลมดีแต่ไม่บาดหู เมื่อเล่นกับ Overdrive/Distortion แล้วเสียงที่ได้ ก็จะออกจี๊ดจ๊าด คม และกลางเด่น ไม่จม เสียงแต่ละสายออกครบ และชัดเจน บาลานซ์ดี ปัญหาสองสายล่างเบาไม่มีเลย ซึ่งผมชอบมาก ไดนามิกที่เล่นตามน้ำหนักมืออกมาดีมากๆ 

ผมแนะนำครับ สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนปิ๊กอัพกีตาร์ และอยากได้ Single Coil ที่จี๊ดจ๊าด สำหรับ Telecaster และต้องการพวก Noiseless สำหรับคนที่รำคาญเสียงจี่ Kinman: Bridge Blaster เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่คุณๆ น่าจะพอใจ ถ้าหาสนใจ Kinman ลองสอบถามไปทาง Pedals' Park Music Playground ตัวแทนจำหน่าย Kinman Pickups ได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ISP: Decimator

"จี่ ................​" / "หึ่ง ................" เสียงจี่ เสียงฮัมเหล่านี้ น่าจะเป็นเสียงที่ทำให้คนกีตาร์ที่พิศมัยในซาวด์แบบ Single Coils ปวดตับกันพอสมควร เพราะเป็นอันรู้กันว่า กีตาร์ที่ติดปิ๊กอัพชนิด Single Coils นี้มักจะให้ Dynamic ที่ฟังกว้างกว่า Humbuckers และเล่นเด้งสนุกมือกว่า ถ้าเล่นเสียงคลีนล้วนๆ ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเล่นกับ Overdrive/Distortion Box หรือเป็นแอมป์พลิฟายด์ที่มี Gain เสียงจี่ๆ ฮัมๆ หึ่งๆ ก็จะเริ่มตามมากวนในให้รำคาญ สำหรับคนรัก Single Coils บางท่านอาจจะทนพอได้กับ Noise รบกวนเหล่านี้ ส่วนคนกีตาร์ที่ทนไม่ไหว และต้องการจะขจัดเสียง Noise เหล่านี้ ในกรณีที่เราเลือกไม่ได้ว่าเราต้องไปเล่นที่ไหน ไฟมีกราวน์หรือไม่ หรือมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ กวนหรือไม่ ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วยดับทุกข์กันไปก่อน ผมกำลังจะพูดถึงก้อนก้อนนึงที่เป็นที่นิยมกันแบบซึมลึกในบ้านเรา เป็นก้อน Noise Gate ชื่อ ISP Decimator จากค่าย ISP Technologies

ISP Decimator นี้ก็เป็นผลผลิตจากเอ็นจิเนียร์ที่ชื่อ Mr.Buck Waller ที่เคยออกแบบ Rocktron รุ่น Hush ครับ หลังจากแกออกจาก บ. Rocktron แล้ว ก็มาตั้งบริษัทเองชื่อ ISP Technologies ออกผลิตภัณท์ออกมาหลากหลายชนิด ทั้งแอมป์ ลำโพง และที่โด่งดังที่มีศิลปินพูดถึงและใช้มากที่สุด ก็คือ Decimator นี่แหละ แล้วไอ่เจ้า Decimator มันดีอย่างไร? เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังครับ

ผมมีโอกาสได้คุยกับ Mr.Buck Waller ตอนที่ไป Namm Show 2012 เมื่อต้นปี และได้สอบถามถึง Decimator ตัวนี้ว่ามันต่างจาก Hush อย่างไร คำตอบก็ถอดความมาได้ประมาณนี้ ว่า Decimator นั้นได้ถูกพัฒนามาจาก Hush นี่แหละครับ เพียงแต่ว่าทาง ISP ได้คิดต้น System ที่เรียกว่า TVP ย่อมาจาก Time Vector Processing ซึ่งเป็นระบบที่ทาง Mr.Buck ภาคภูมิใจมากๆ เนื่องจากเป็นระบบที่มีใน Decimator ตัวเดียวเท่านั้น และเขามั่นใจว่ามันจะเหนือกว่า Noise Gate ตัวอื่นๆ ในตลาด เนื่องเพราะ เจ้าระบบ TVP นี้เป็นระบบที่ช่วยคำนวนการทิ้งหางเสียงของกีตาร์เมื่อเล่นโน๊ตยาวๆ ทิ้งหางเสียง เจ้า TVP นี่ก็จะคำนวนและทำการปล่อยให้หางเสียงยาวไม่กุดสั้น (เหมือนกับ Noise Gate ตัวอื่นๆ) และระบบ Buffer Switch ของตัว Decimator นั้น ขึ้นชื่อว่าไม่เปลี่ยนเสียงกีตาร์แม้แต่น้อย ถ้าหากคุณหลับตาฟังแล้วกดสวิทช์ คุณไม่มีทางแยกออกว่า Decimator นั้น On หรือ Off อยู่ (คุณ Buck เค้ามั่นใจขนาดนั้น)

ผมได้ทดสอบด้วยตัวเองโดยใช้กีตาร์ที่จี่ที่สุดที่ผมมี นั่นคือ Fender 1974 Stratocaster และพ่วงด้วย Cornell: Overdrive Special ที่มี Gain มากและแซ่บจริงๆ ไปผ่านตู้แอมป์ Bogner Shiva และลำโพง Bogner Shiva 2x12 เมื่อเล่นโดยไม่ใช้ Decimator ก็มี Noise รบกวนได้โล่ห์อยู่ครับ เมื่อใช้ Decimator และเปิดขึ้นถึงระดับเกิน -40db ไปหน่อยๆ เสี่ยงจี่/ฮัมที่บังเกิด ก็ถูกตัดหายเป็นปลิดทิ้งครับ เมื่อเล่นโน๊ตสั้นๆ จะยังไม่พบความแตกต่าง แต่เมื่อเล่นโน๊ตที่ทิ้งหางเสียงยาวๆ ก็เป็นอย่างที่ Mr.Buck เค้าว่าไว้จริงๆ ว่าหางเสียงจะถูกทิ้งให้ยาวพอสมควรก่อนที่จะถูก Gate ตัดออกไป ซึ่งต่างกันชัดจาก Noise Gate อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะกุดก่อนหางเสียงจะ Released หมด

หลังจากทดสอบแล้ว ผมชอบเจ้า Decimator นี่มากโขอยู่ ถึงแม้ว่าจะผลิต Overseas แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพของ Noise Reduction ตัวนี้ด้อยลงไปเลย ถ้าคุณเป็นคนกีตาร์อีกคนที่ต้องประสบพบเจอกับเสียงรบกวนที่ไม่น่าพิศมัยเหล่านี้หล่ะก็ ISP Decimator น่าจะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน และผมก็มีคลิปทดสอบเจ้า ISP Decimator ที่ทาง Pedals' Park Music Playground ตัวแทนจำหน่าย ISP Products ทำไว้มาให้ชมเป็นตัวอย่างกันด้วย