วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Bogner History

ชื่อ Bogner Amplification หลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยินได้สัมผัสมาก่อน ด้วยความที่บูติกแอมป์แบรนด์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบ้านเรานัก แต่ถ้าข้ามไปฝั่งอเมริกา หรือ ยุโรป แม้กระทั่งในญี่ปุ่น Bogner Amplification เป็นแอมป์แบรนด์หนึ่งที่โด่งดังมากๆ และถือกันว่าเป็นแอมป์พลิฟายด์ในแบบฉบับ "บูติก แอมป์" แบรนด์แรกๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Eddie Van Halen / Steve Vai / Jerry Cantrell ในยุคแรกๆ หรือมาช่วงหลังๆ ก็มีคนกีตาร์ระดับสตาร์เช่น Dave Kushner / Wes Borland / Neil ZaZa / Avenged Sevenfold / Mark Trimonti ไว้ใจนำเอาแอมป์จากค่าย Bogner ไปใช้งานทั้งในสตูดิโอ หรือ แสดงสด

ว่าแต่ Bogner นี่เป็นใครมาจากไหน ก่อนจะไปทำความรู้จักกับแอมป์พลิฟายด์ของเขา เรามาเรียนรู้ถึงประวัติเขาสักเล็กน้อยก่อนดีกว่าไหมครับ มิสเตอร์ Reinhold Bogner นี่แต่เดิมเป็นชาวเยอรมันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากยุโรปมาสู่ Los Angeles ณ สหรัฐอเมริกาในปี 1989 และเริ่มต้นอาชีพในอเมริกาด้วยการซ่อมแซมและโมดิฟายด์แอมป์ให้กับลูกค้า และชื่อลูกค้าอันดับต้นๆ ของ Bogner  ก็มีชื่อของ Eddie Van Halen และ Steve Vai ที่ไว้วางใจให้ Bogner โมดิฟายด์ให้ และผลคือ Eddie ชอบแอมป์ #1 Marshall Plexi ที่ทาง Bogner โมให้มากๆ ชื่อเสียงของ Reinhold Bogner ก็ถือกำเนิดบนฝั่งอเมริกาตั้งแต่วันนั้น


ในช่วงแรกๆ ทาง Bogner Amplifications ก็ยังทำงานส่วนใหญ่เป็นการซ่อมและโมดิฟายด์แอมป์อยู่ จนกระทั่งในปี 1994 จึงออกโปรดักต์ตัวสำคัญออกมา คือ Bogner "FISH" Preamp โดยผลิตออกมาเพียงแค่  40 ชิ้น โดยได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือกีตาร์ชื่อดังอย่าง Jerry Cantrell ยังนำเอา Fish Preamp ไปใช้งานอัดเสียงอัลบั้ม Facelift ที่โด่งดังของวง และนำไปใช้งานแสดงสดอีกด้วย (ส่วนตัวผมชอบอัลบั้มนี้มากๆ We Die Young และ Man In The Box อย่างมันส์) ปัจจุบันนี้ Fish Preamp ที่ผลิตในปี 1988-1990 นั้น ขายกันบน e-bay อยู่ที่ราคาถึง $5000 เลยทีเดียว

ปัจจุบันนี้ Bogner Amplifications ก็ได้ผลิตและพัฒนาแอมป์พลิฟายด์ออกมาอีกมากมายหลากหลายรุ่น ที่ตาม Fish Preamp ออกมา ก็จะเป็นรุ่นที่สร้างชื่อให้ Bogner เพิ่มขึ้นไปอีกเช่นรุ่น Treple Channel อย่าง  Ecstacy (มือกีตาร์หลายๆ คนที่เราชื่นชอบใช้งานรุ่นนี้ เช่น Steve Vai / Gary Moore / Tak Matsumoto) หรือเป็นรุ่นที่เป็น Double Channel เช่น Shiva ที่มีคนกีตาร์แจ๋วๆ อย่าง Keith Urban / Mark Trimonti เอาไปใช้อัดเสียงทั้งในอัลบั้มของ Creed และ Alterbridge และล่าสุดอัลบั้มเดี่ยวของเขา หรือจะเป็นรุ่นที่เอาใจขาเมทัล Uberschall ที่วงเมทัลรุ่นใหม่มาแรงอย่าง Avenged Sevenfold / Funeral For A Friend / Stone Sour นำไปใช้อย่างกว้างขวางแพร่หลาย ทุกวันนี้ Bogner Amplification ก็ออกแอมป์มาหลากหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีความน่าสนใจแตกต่างกัน ผมจะเลือกนำมาแนะนำกันในคราวต่อๆ ไปนะครับ

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Silky Drive

Providence Effector ถือเป็นแบรด์ใหม่สำหรับคนเล่น FX ก้อนๆ ของไทยเรา แต่ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ต้องขอบคุณมือกีตาร์ชาวอาทิตย์อุทัยที่โด่งดังมากเช่น Ken จากคณะ L'Arch En Ceil หรือถ้าคนชอบสายบลูส์แจ๊ส Robben Ford ก็เป็นอีกคนที่ใช้งาน FX ของค่ายนี้ รวมไปถึง Larry Carlton, Steve Lukather และ Paul Jackson ด้วย ชื่อที่กล่าวมา ล้วนแต่เป็นที่รู้กันว่า เป็นกลุ่มนักกีตาร์ระดับโลกที่มีเซ็ตอัพอลังการ และมีโทนเสียงกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดกลุ่มหนึ่ง

เอฟเฟคต์ที่ผมจะเอามาเขียนถึงในวันนี้ ก็เป็น F Series จากค่าย Providence ชื่อว่า Silky Drive ที่เพิ่งจะออกวางตลาดได้สักสองเดือนที่ผ่านมานี้เอง Silky Drive ถือเป็น FX รุ่นที่สองที่ออกภายใน F Series (หรือเว้ากันง่ายๆ ว่าเป็น Customshop ของ Providence นั่นเอง) หลังจากตัวแรก Flame Drive ได้ออกวางตลาดมาราวๆ 1 ปี และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง (แม้กระทั่ง Matt Scholfield ก็เอาไปใช้เป็นเรื่องเป็นราว)

Silky Drive เป็นเอฟเฟคต์ประเภท Overdrive ที่ง่ายต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก มีการควบคุมคือ Volume - Tone - Gain และปุ่ม Gain Boost ง่ายๆ เท่านี้ครับ แต่ที่สำคัญและผมเห็นว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่ของตลาด FX เลย คือระบบ Vitalizer ที่ติดมากับ FX ทุกก้อนของ Providence นี่สิ เจ้าระบบ Vitalizer เป็นระบบที่มีไว้เพื่อช่วยชดเชยการสูญเสียคุณภาพของเสียงเวลาต่อผ่าน FX หลายๆ ก้อน หรือ ลากสายสัญญาณยาวๆ เจ้า Vitalizer จะช่วยให้คุณภาพเสียงกลับมาอยู่ในจุดที่ไม่สูญเสียย่านเสียงใดๆ เลย (เรียกว่าถ้าในบอร์ดมี Vitalizer สักตัว ก็ไม่ต้องกังวลเสียงจะเปลี่ยนหล่ะครับ)

ผมทดสอบ Silky Drive ด้วยกีตาร์สองตัวคือ Fender Telecaster Re60 และ Paul Reed Smith Custom 24 ต่อผ่าน Silky ไปเข้า Bogner Metropolis 15w พบว่า Silky Drive นี่มัน Silky สมชื่อ คือให้เสียง Overdrive ที่นุ่มนวลดุจแพรไหมกันเลย เสียง Od ฟังเน้นไปแนวๆ สะอาด สุภาพ หวานๆ เนียนๆ สำหรับคนรักชอบแนวๆ Blues/Jazz/Pop/Rock (กลุ่มคนเล่น Hardrock/Metal ไม่น่าจะโดน) แต่ละปุ่มมีการควบคุมจุดต่างๆ ที่เรียกว่ามีย่านเสียงให้เลือกกันแบบกว้างๆ และเมื่อกด Gain Boost เพิ่มเสียงแตกขึ้นมา ทำให้ประทับใจมากๆ เพราะว่า เสียงกีตาร์คุณก็ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน แต่เหมือนกับว่ามี Gain อีกชุดหนึ่งซ้อนขึ้นมาบางๆ จาก Gain หลัง จะเน้นไปย่าน Mid-Low เยอะหน่อย ทำให้เสียงกีตาร์คุณฟังดูหนาขึ้น อวบขึ้น แต่โทนไม่เปลี่ยน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นการดีไซน์ที่เจ๋งมากๆ ของ Silky Drive

เจ้าก้อน Silky นี่ยังไม่เลือกว่าคุณใช้กีตาร์อะไร เพราะเขาสามารถตอบสนองได้ดีทั้งกับ Single Coils หรือ  Humbuckers จะว่าไป เผินๆ แล้ว Silky Drive อาจจะมีคอนเซปท์คล้ายๆ Zendrive จากค่าย Hermida (ผมหมายถึงรุ่นแรกๆ ที่ยังเป็น Handwired นะครับ รุ่นหลังๆ เอามาเทียบไม่ได้เลย) คือเป็น Overdrive ที่ฟังดูนุ่มละมุน แต่เมื่อเทียบกันตัวต่อตัว Zendrive จะฟัง compressed หรือถูกบีบอัดเยอะกว่า แต่ Silky Drive ฟังออกสบายหู มี Dynamic หนักเบาตามปิ๊กชัดเจนกว่า จึงเห็นว่ามันแจ๋วพอที่จะเอามาแนะนำกันครับ เพราะนี่เป็นหนึ่งใน FX ไม่กี่ตัวที่ให้เสียง Od แนวๆ Smooth ชัดเจน และดีมากอีกด้วย (จริงๆ แค่ระบบ Vitalizer นี่ก็เจ๋งมากแล้ว) จึงอยากแนะนำให้ไปลองเสียงกันครับ เผื่อจะเป็นตัวเลือกเจ๋งๆ อีกตัวสำหรับคุณ


(ถ้าสนใจก็ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Pedals' Park Music Playground ได้เลย 0818131595 / 0870126969)

**Thanks for the demo clip from Burgerman666**

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Namm Show 2012 Pt.1





  ในแต่ละปี ผมจะตั้งตาติดตามเวปบางเวปที่มีสมาชิกในเวปนั้นๆ ได้มีโอกาสได้ ไปร่วมงานที่ต้องเรียกกันว่า มหกรรมเครื่องดนตรี หรือ มหกรรมดนตรีที่ใหญ่มากๆ ที่จัดอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องติดตามก็เนื่องจากว่า ถ้าคุณๆ เป็นคนบ้าอุปกรณ์ดนตรีแบบที่ผมเป็น ก็ต้องอยากจะติดตามว่าในแต่ละปี จะมีของเล่นสำหรับคนดนตรีอย่างเรา (เอฟเฟคต์ก้อน และ แอมป์ สำหรับผม) มีอะไรออกใหม่ๆ บ้าง งานที่ว่านี้เราอาจจะคุ้นเคยได้ยินที่เขาเรียกกันว่า Namm Show


งาน Namm Show (อ่านว่าแนม โชว์นะครับ ไม่ใช่แหนม โชว์อย่างที่มีคนเค้าแซวกัน) เจ้างานนี้ ฟังว่าจัดขึ้นมานานโขแล้วครับ ตั้งแต่ปี 1901 โน่น แล้วก็ย่อมาจาก National Association Of Music Merchants (ยาวไม๊?) ซึ่งอธิบายกันง่ายๆ ก็คือเป็นงานที่มีบริษัทผู้ผลิตเครื่องดนตรี หรือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เค้ามาจัดแสดงสินค้าใหม่ๆ ให้เราได้ชม ไม่เฉพาะเกี่ยวกับกีตาร์ เบส หรือ กลองแค่นั้นนะครับ ยังมีเกี่ยวข้องกับเครื่องเป่า เปียโน ไวโอลิน เครื่องคลาสสิค หรือแม้กระทั่งบริษัทที่ผลิตพวกโน๊ตเพลงและอื่นๆ อีกมากมาย (มากมายขนาดผมเดินสามวัน วันละ 6 ชั่วโมง ก็ยังไม่ครบงาน)
            
งานช้างงานนี้ ปรกติเค้าก็มีกันสองรอบคือเป็น Winter Namm จะจัดกันช่วงเดือนมกราคมของทุกปี และ Summer Namm จะจัดกันช่วงกรกฏาคม ซึ่งงานช่วง Summer จะเล็กกว่าหลายๆ เท่า เพราะฉะนั้นแล้ว บริษัทห้างร้านใหญ่น้อยของบ้านเรา จึงนิยมที่จะเดินทางไปติดต่อกับผู้ผลิต กันในช่วงเดือนมกราคมมากกว่า ที่ผมได้โอกาสมาเขียนเรื่องนี้ให้คุณๆ ได้อ่านกันนี่ก็เพราะว่า ผมก็จับพลัดจับผลูได้ไปกับเค้าด้วยเมื่อ Winter Namm ที่ผ่านมานี้ แล้วก็ได้ประสบการณ์สนุกๆ มันส์ๆ มาฝากคุณๆ กันมากโขอยู่ ทีนี้ ทางผู้ประสานงาน (คุณลี แห่ง The Guitar MAG นี่แหละครับ) เขาก็อยากจะให้ผมเขียนแนะนำสำหรับใครๆ ที่ต้องการอยากจะหยอดกระปุกไปเที่ยวงาน Namm นี้บ้าง จะมี วิธีการแบบไหน อย่างไร จะว่าผมก็ไม่เคยมีประสบการณ์ว่าไอ่งานนี้ มันต้องติดต่อที่ไหนอย่างไร ก็ได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเดินทางไปงานนี้จากคุณต้น คุณใหญ่จากร้านมิวสิค คอนเซปท์ และ คุณกบ จาก อินเตอร์ มิวสิค ช่วยให้ลายแทงว่าต้องเริ่มต้นติดต่ออะไรยังไงก่อนหลัง

ข้อแรกที่สำคัญมากๆ คุณๆ ที่สนใจอยากไปเที่ยวงานนี้บ้าง จะต้องรีบตีซี้กับร้านค้าไว้ก่อนเลยครับ เนื่องจากงานนี้เขาไม่มีการขายบัตร คุณจะมีบัตรได้ก็ต้องให้ทางตัวแทนจำหน่ายเครื่องดนตรีขอให้ แต่ละร้าน แต่ละห้างก็จะมีโควต้าในการมี Guest ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นจำนวนหลักสิบ เมื่อคุณการันตีว่าได้บัตรเข้างาน (ทางงานเขาเรียกว่า Badge) แล้ว สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงอีกเป็นเรื่องต่อๆ มา คือปัญหาที่ซุกหัวนอนยามอยู่ในอเมริกา การจองตั๋วเครื่องบิน การเดินทางในขณะที่อยู่ใน USA และเรื่องของ VISA ที่ต้องเข้าประเทศเขา เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องวางแผนการจัดการให้ถูกต้อง เพื่อความสะดวกของเราเองนั่นหล่ะครับ
            
เรื่องของการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก และการขอ VISA นั้นถือเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวกันกันแบบงงๆ แต่สำคัญมากทีเดียว เดี๋ยวนี้เนื่องจากความต้องการของคนไทยที่ต้องการไปเที่ยว ไปเรียน หรือแอบไปเป็นโรบินฮู๊ดที่ประเทศแห่งเสรีภาพนี้มีมาก  ดังนั้นการขอ VISA จากทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาจึงต้องมีขั้นตอนมากอยู่สักหน่อย ก่อนอื่นเลย ผมจะแนะนำให้คุณจองตั๋วเครื่องบิน และ ที่พักก่อน เพราะหลักฐานการจองจะต้องนำไปยื่นในการขอ VISA ด้วย (เพื่อเป็นการยืนยันว่าคุณมีที่พัก และ มีตั๋วขากลับแน่)

            
งาน Namm Show นี้ จัดขึ้นในเมืองที่มีชื่อว่า Anaheim อยู่ใน Los Angeles (จริงๆแปลว่ากรุงเทพเหมือนกันนะ) สถานที่จัดงานจะเรียกว่า Anaheim Convention Center คุณก็ควรจะหาที่พัก ที่ไม่ควรจะไกลจากละแวกนั้นมากนัก การหาที่พักก็ไม่ยากครับ สามารถเสิร์ชและจองจากอินเตอร์เนทได้เลย ถ้าคุณไม่สะดวกในการชำระ หรือ จองด้วยบัตรเครดิต ผมแนะนำให้ใช้บริการบริษัททัวร์ใกล้บ้านให้เค้าช่วยคุณจอง แต่คุณสามารถหาข้อมูลของโรงแรมเบื้องต้นได้ที่ www.agoda.com  หรืออีกวิธีที่ง่ายกว่า คือถ้าคุณสนิทสนมกับร้านค้าที่คุณสามารถขอ Badge จากเขาได้ ก็รบกวนให้เขาช่วยจองที่พักให้เลยก็น่าจะเป็นวิธีที่ดี จากนั้นเรื่องการจองตั๋วเครื่องบินก็เป็นเรื่องง่ายแล้วครับ คุณสามารถไปที่บริษัททัวร์ หรือจองผ่านสายการบินที่คุณเล็งๆ ไว้ได้เลย ยังไงก็เช็คนิดนึงว่าในช่วงนั้นๆทางบริษัทไหน มีโปรโมชั่นตั๋วถูกหรือไม่อย่างไร ก็จะได้ประหยัดเงินไว้ไปใช้ในอเมริกาดีกว่าครับ
            
เอาหล่ะ ถึงตรงนี้ ผมก็อนุมานสมมติเอาว่า คุณมีใบจองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบินและ ใบรับ Badge สำหรับเข้างานอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้ก็หยิบพาสปอร์ต (ที่มีอายุการใช้งานเกิน 6 เดือน) เอาไว้ แต่อย่าเพิ่งไปสถานทูตให้เสียเวลานะครับ ! อย่างที่ผมเกริ่นไว้แล้วว่า VISA ที่จะเข้าสู่ประเทศอเมริกานั้นมีความต้องการมาก ทางสถานทูตจึงทำการสร้างเวปไซท์นี้ไว้ให้คุณๆ ไปกรอกข้อมูลเพื่อ “จองวันนัดสัมภาษณ์” สำหรับการของทำVISA เข้าประเทศเขา https://thailand.usvisaservices.com/Forms/default.aspx 

คุณๆ จำต้องไปทำการสร้าง Account ก่อนนะครับ และกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ คุณได้เอกสารมาชุดหนึ่งพร้อมทั้งเลือกวันที่สะดวกไปสัมภาษณ์ซึ่งกระบวนการการสัมภาษณ์ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ ไปต่อคิวเช็คหลักฐานการยื่น แล้วก็ไปเข้าแถวรอให้ฝรั่งถามเรา (ถ้าเราพูดอังกฤษไม่สะดวกปาก พี่ๆ ฝรั่งเค้าพูดไทยอย่างชัดเลย) คำถามก็จะประมาณว่าจะไปไหน ไปทำอะไร ไปเพื่ออะไร ทำไมต้องไปอะไรแบบนี้ ยังไงก็ตอบเค้าไปตามความจริงก็แล้วกันครับ ตรงจุดนี้ดวงใครดวงมัน โชคดี
            

หลังจากได้ VISA แล้ว มี Badge แล้ว มีที่ซุกหัวนอน และ ตั๋วเครื่องบินแล้ว ที่นี้คุณก็พร้อมแล้วแหละครับ ที่จะมุ่งหน้าไปผจญภัยในงาน Namm Show คุณจะได้ความสนุกความมันส์อย่างไรนั้น? เดี๋ยวไปว่ากันฉบับหน้าครับ

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร The GuitarMAG ฉบับเดือนเมษายน 2555)

Mighty Red Distortion

ถ้าหากจะพูดถึงเอฟเฟคหลักๆ ที่นักดนตรีทั่วๆ ไปใช้กัน สิ่งที่นึกถึงอันดับต้นๆ ก็คงจะเป็น Distortion ที่สามารถไว้วางใจได้สักตัวหนึ่ง มาวันนี้ผมจะนำเอาเอฟเฟคต์ Distortion รุ่นหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันแบบสุดๆ และโด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วมากๆ และยังคงเป็นที่นิยมกันอย่างมากจนถึงตอนนี้ ผมกำลังพูดถึงเอฟเฟคต์จากค่าย Mad Professor ที่ชื่อว่า Mighty Red Distortion


Mighty Red Distortion เป็นก้อน Distortion รุ่นแรกๆ ที่ทาง Mad Professor ผลิตออกมาตั้งแต่ปี 2007-2008 นู่น ใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก็ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชอบก้อนเสียง Distortion ที่มีย่านเบสฟังกระชับ ย่านกลางและแหลมฟังดูโดดเด่น MRD ก็เป็นหนึ่งในเอฟเฟคต์ที่ค่าย Mad Professor ผลิตออกมาเป็นสองซีรี่ส์คือ Handwired Series และ PCB Series ก็คือ Handwired Series จะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นระดับที่เรียกว่าเป็น Military Grade คือเป็นวัสดุที่เรียกว่าเป็นระดับเยี่ยมๆ ที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว พร้อมด้วยวิธีการผลิตนั้นใช้มือเชื่อมวงจรแบบไม่ง้อเครื่องจักร ส่วน PCB Series ก็จะเป็นซีรี่ส์ที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นเกรดที่เรียกว่าดีมาก แต่ไม่ถึงแบบ Military Grade และทาง Mad Professor ก็ไม่ยอมใช้วัสดุจากนอกโรงงานนะครับ เขาใช้วิธีออกแบบและผลิตวัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเองเพื่อเป็นการควบคุมการผลิตให้ถึงจุดที่ดีที่สุด แต่เป็นการลดต้นทุนการผลิตที่ทำให้ราคาของ PCB Series ย่อมเยาลงมาพอควรครับ



ผมทดสอบ Mighty Red Distortion กับกีตาร์ Gibson Les Paul Standard ไปเข้าแอมป์ Bogner Shiva เปรียบเทียบกันทั้งสอง Series พบว่า MRD เป็น Distortion ที่เป็นก้อนๆ ที่มีกลิ่นออกไปทาง British Sound ในแบบ Marshall Amp ที่มีย่าน Bass ที่ใหญ่และกระชับ ย่าน Treble ที่คมและ cut-thru ซึ่งตรง cut-thru นี่ เมื่อไปเล่นกับแบนด์ก็มีความสำคัญอยู่มาก เพราะจะฟังค่อนข้างชัดเจนเมื่ออยู่กับกลุ่มเครื่องดนตรีอื่นๆ (ก้อนบางก้อนจะฟังดูดีเมื่อเล่นคนเดียว เวลาไปเล่นกับวง ก็จม แบบนี้ก็มี)

ข้อดีของ MRD น่าจะเป็นปุ่มโทนที่ไม่เหมือนกับโทนซะทีเดียว แต่มันเป็นย่าน Presence ที่ควบคุมเรื่องของย่านเสียงแหลมและจะไม่มีผลกับย่านเบสหรือกลาง จะช่วยทำให้แคแรกเตอร์ของเสียง Distortion เปลี่ยนไป ทำให้เล่นได้หลากหลายขึ้น เหมาะกับนักกีตาร์ที่ต้องการความหลายหลาย เหมาะกับคนที่เล่นแนวๆ Pop/Rock/Metal ได้หลายๆ แนวเลยครับ ส่วนด้านความแตกต่างระหว่าง Handwired และ PCB ที่ฟังออกชัดๆ ก็น่าจะเป็นว่า HW จะฟังแน่นๆ และ texture จะฟังดูละเอียดกว่า ในขณะที่ PCB จะได้ Gain เยอะขึ้น เสียงแตกหนักหน่วงกว่า แต่แคแรกเตอร์เสียงจะเหมือนกันแทบจะ 100% เรียกว่าฟังไม่ออก แต่ผู้เล่นจะรู้เอง โดยสรุป Mighty Red Distortion จากค่าย Mad Professor เป็นหนึ่งในก้อน Distortion คุณภาพ ที่แนะนำให้ลองไปทดสอบดูครับ


วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Summertime Blues 2012

 ที่เลือกเอางาน Summertime Blues 2012 มาเขียนถึง ก็เนื่องจากว่า งานเพิ่งจบสิ้นไปหมาดๆ รายละเอียดความทรงจำยังอยู่กันครบถ้วนที่สุด แทบไม่ตกหล่น จะได้มีโอกาสเล่า และเผยแพร่กิจกรรมของกลุ่มนี้ ที่ผมกำลังจะเขียนถึงอยู่ เพราะจริงๆ แล้วก็เป็นกิจกรรมที่สนุกไม่หยอกทีเดียว ผมคงจะเขียนพอเป็นสังเขป และเล่าถึงเรื่องราวผ่านมุมมองของวง Playboys Return เป็นหลักครับ

   

   
     กิจกรรมที่ว่านี้ เรียกว่าเป็น event งานดนตรีที่จัดขึ้นเป็นประจำชนิด "เอามันส์" ของคุณพี่หนุ่ม (หรือที่ผมเรียกว่าพี่หนุ่ม) ชายหนุ่มที่มีอาชีพดูแลผู้โดยสารบนเครื่องบินของบริษัทการบินไทย ที่มีความรักชอบในดนตรีบลูส์กันอย่างเข้มข้นเข้าเส้น พี่หนุ่มจัดตั้งกลุ่ม Bangkok Blues Club ขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปี 2009 มีจุดประสงค์ที่จะรวบรวมเอาคนที่รักชอบในเพลงบลูส์มาเล่นดนตรีร่วมกัน สนุกสนานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่น หรือ มืออาชีพ และมีกิจกรรมดนตรีปีละสองครั้งตลอดมาจนกระทั้งปี 2012 นี้ เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี ก็มีกิจกรรมของชมรมเป็นครั้งแรกของปี ภายใจชื่อ Summertime Blues 2012 หนนี้มีโอกาสได้จัดเป็นครั้งแรกที่คลับสายเลือด Blues แท้ๆ ชื่อ Nothing But The Blues แค่เห็นชื่อ ก็รู้ว่าเข้มข้นกันขนาดไหน

     วงดนตรีของผมและเพื่อนๆ เราเรียกตัวเองแบบขำๆ ว่า Playboys Return ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม Bangkok Blues Club มาทุกแทบทุกครั้ง (น่าจะพลาดแค่ครั้งแรกสุด) มาหนนี้ เราก็เข้าร่วมกิจกรรมของทาง BBC ด้วยความยินดีเหมือนเช่นทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เรามีเวลาเตรียมตัวกับโชว์หนนี้อยู่พอสมควรและมีความยินดีเหลือหลายที่มีศิลปินมืออาชีพคือพี่อ้วน อรรถพร ชูโต อดีตคนคีย์บอร์ดจากคณะคาไลโดสโคป วงร๊อครุ่นใหญ่ ที่ฝีไม้ลายมืออยู่อันดับต้นๆ ของประเทศไทยเรา มาร่วมแจมกับเรา และยังมีสาวสวยน้องแอมแปร์ นักไวโอลินจากคณะ Cinderella วงสี่สาวสุดสวยที่เป็นที่รู้จักกันดี เคยออกแผ่นมาหลายชุด ก็แวะมาแจมกับเราอีกครั้ง (น้องแอมแปร์เคยร่วมเล่นดนตรีกับเรามาแล้วก่อนหน้านี้)



     ทุกๆ ครั้งวง PbR ก็ไม่ค่อยจะเล่นดนตรีเข้ากับคอนเซปท์ของ Blues สักเท่าไหร่ คงมีครั้งนี้ที่ตั้งใจเลือกเพลงให้เข้าทางกับวงอื่นๆ บ้าง เราตั้งใจเลือกเพลงที่เรียกได้ว่า Blues บ้าง ก็เห็นจะเป็น Don't Think Twice, It's Alright ในเวอร์ชั่นของ Eric Clapton , Sunshine Of Your Love จากวง Blues-Rock ชื่อก้อง คณะ Cream , เพลงที่หาฟังค่อนข้างยาก จาก Rory Gallagher ชื่อเพลง Tattoo'd Lady (เพลงนี้ต้องขอบใจน้องนุ่น @ryn_writes เป็นคนขอมา) และเพลงที่เรียกว่าจะเป็นกึ่งๆ Blues/Rock อีกสองเพลงคือ Ready For Love ของคณะ Bad Company กับ Rockin' All Over The World จากวงรุ่นลุง Status Quo พ่วงด้วยเพลง Modern Country อีกเพลงของ Keith Urban ชืื่อเพลง Long Hot Summer และเพลงที่น้องแอมแปร์มาเล่นไวโอลินกับเรา Smooth Criminal ในเวอร์ชั่นของ David Garrett



   






   

     งาน Summertime Blues ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จบลงด้วยความชื่นมื่นของทั้งผู้จัด ผู้ชมและผู้เล่น ทั้ง 3 วงเล่นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงไม่ว่าจะเป็นวงเปิด คือคณะ Playboys Return ของผมและชาวคณะ วงของประธานกลุ่ม Blues Missioner ที่เล่นหลากหลายเพลงที่เรียกว่าเป็น Blues แท้ๆ และวงเฮ้าส์แบนด์ของร้าน Nothing But The Blues คือวงของคุณป๋าเบนซ์ Benz Blues Band ท้ายๆ ก็มีการแจมกันแบบสุดเหวี่ยงโดยมีน้อง Jack ขึ้นไปซัด Blues สนุกๆ ซะ 1 เพลง ตามด้วยพี่ชัย บลูส์ มือกีตาร์สายบลูส์ที่ชาวบลูส์บ้านเรารู้จักฝีไม้ลายมือเป็นอย่างดี และยังมีน้องเอก (ล๊อคอิน BBLing ในเวปไซท์ Guitarthai.com) ก็ขึ้นมาขยับไปหลายเพลง เรียกว่าอิ่มเอมกันมากมายจริงๆ เมื่องานจบลงแบบมึนๆ และเมาๆ ผมมั่นใจว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จาก Bangkok Blues Club คงจะไม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย และผมก็เริ่มตั้งตามองไปถึงช่วงตุลาคมที่จะมี October Blues Fest อีกแล้วสิครับ :)











Playboys Return ขอขอบคุณ:

พี่หนุ่ม ประธานกลุ่ม Bangkok Blues Club ที่ชวนเราไปเล่นทุกครั้งไม่ได้ขาด
คุณป๋าเบนซ์ ที่อำนวยความสะดวกให้ชาวเราตั้งแต่ตอนไปเซ็ตเครื่องจนถึงจบงาน สุดยอดครับ
พี่อ้วน อรรถพร ชูโต ที่แวะมาแจมกับเราแทบจะทุกครั้งไม่ได้ขาด สนุกมากๆ ครับพี่ :D
น้องแอมแปร์ ซินเดอเรลล่า เอาไวโอลินและความน่ารักมาทำให้ชาวบลูส์สดชื่่นจริงๆ คราวหน้าต้องมากกว่า 1 เพลงแน่นอน :)
พี่ว่อง ธีรภาพ ช่วยด้านเทคนิค และภาพนิ่งบางส่วน
เก่งไม้ เรื่องภาพนิ่งและวีดีโอขอบคุณมากครับ
น้องแจ๊ค แวะมาดูตั้งแต่ต้น แถมแจมได้สนุกมาก คราวหน้าแจมกับวงผมบ้างนะ :D
Melissa นุ่น คุณปุ๊กกี้ ส้ม แนน เจ๊ยุ พิม ที่อุตสาห์มาตามคำเชิญของ PbR คราวหน้าเจอกันอีกน๊ะ




ไปตามดูคลิปการแสดงอื่นๆ ของ Playboys Return ได้ที่ http://www.youtube.com/user/playboysreturn?feature=mhee นะครับ ขอบคุณมากครับ

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Choose Your Guitar Pt.III

คราวนี้ก็มาถึงการเดินออกช๊อปปิ้งกันจริงๆ ซะทีครับ จุดนึงที่ผมอยากจะย้ำกับคนที่ไปเลือกซื้อกีตาร์เป็นครั้งแรก ต้องท่องไว้เลยครับว่า "เราไม่จำเป็นต้องได้กีตาร์วันนี้ เราไม่จำเป็นต้องหิ้วกลับวันนี้" สุภาษิต ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ยังใช้ได้เสมอแม้ว่ากับการซื้อกีตาร์ครับ การเลือกซื้อกีตาร์ไม่ว่าจะเป็นตัวที่เท่าไหร่ ก็สมควรที่จะใช้เวลาเลือกมากๆ และยิ่งถ้าเป็นตัวแรก และไม่มีประสบการณ์มาก่อน ยิ่งต้องใช้เวลามากกว่า ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้ท่องไว้เสมอๆ ว่าไม่จำเป็นต้องหิ้วกลับบ้านวันนี้ และใจเย็นๆ ครับ





     ในกรณีว่าถ้าคุณมีผู้มีประสบการณ์ในการเลือกซื้อไปเป็นเพื่อน การเลือกซื้อก็คงเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ในกรณีที่ต้องไปคนเดียว ก็คงจะเป็นเรื่องลำบากขึ้นอีกนิด ดังนั้นสำหรับมือใหม่ๆ ผมแนะนำให้ซื้อกีตาร์มือสองต่อจากเพื่อนที่ไว้ใจได้ และถ้าเพื่อนไม่มีขายให้ ผมแนะนำให้ซื้อกีตาร์ใหม่ๆ มากกว่า เพราะว่ากีตาร์ใหม่ (ที่มีแบรนด์เป็นที่เชื่อถือ) นั้นมีการ QC ที่ได้มาตรฐานแน่นอน และร่องรอยถลอกอะไรต่ออะไรนั้นก็จะยังไม่มีเลย ผู้ซื้อก็จะเกิดความสบายใจกว่าการที่เราจะไปเสี่ยงซื้อกีตาร์มือสอง โดยที่เรายังไม่มีความรู้ เพราะถ้ายังไม่มีประสบการณ์ โอกาสที่จะทราบว่ากีตาร์ตัวนั้นคอเบี้ยวไหม ปิ๊กอัพทำงานปรกติไหม อะไรอย่างนี้ คงจะเป็นไปได้ยากครับ

     เรื่องสำคัญมากๆ อีกเรื่อง ก็คือ การไปทดสอบ หรือ ลองกีตาร์ ควรจะทำด้วยตนเอง ไม่ว่าคุณจะเล่นแย่หรือห่วยแค่ไหน ก็ขอให้ลองเองครับ เพราะข้อแรกคุณจะได้จับคอกีตาร์ และรู้สึกถึงน้ำหนักของกีตาร์ด้วยตนเอง และถ้าให้คนเล่นดีๆ ลองให้คุณฟัง กีตาร์อะไร ก็ฟังดูดีไปหมดนั่นแหละครับ ใช่ไหม? :) และอย่าลืมว่ากรณีที่คุณลองกีตาร์หลายๆ รุ่น หลายๆ ตัว พยายามทำให้แน่ใจว่ากีตาร์ทุกๆ ตัวที่คุณลอง ใช้แอมป์ตัวเดียวกันลองนะครับ เพราะหลายๆ ท่านอาจจะคิดกีตาร์ดีจะให้เสียงที่ดี แต่ผมมองว่าอีกเกินกว่าครึ่งขึ้นกับแอมป์พลิฟายด์ที่ใช้ด้วยครับ


ขอให้โชคดีกับการเลือกซื้อกีตาร์ครับ :D


วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

Choose Your Guitar Pt.II

มาว่ากันต่อครับ กับการเลือกซื้อกีตาร์กันในตอนที่สองนี้ เมื่อตอนแรกผมเกริ่นไปบ้างแล้วเกี่ยวกับการที่เราสามารถเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ในบ้าน จากคาถา แนวอะไร-ทรงไหน-งบเท่าไหร่ ผมอณุมาณเอาว่าตอนนี้คุณคงจะมีเรื่องเหล่านี้ในใจอยู่แล้ว ก็เตรียมพร้อมที่จะออกช๊อปปิ้งกันดีไหมครับ?

   

     การเดินทางไปซื้อกีตาร์ในสมัยก่อนนั้น สมัยผมยังอยู่ในวัยเรียน เราก็จะมุ่งไปสู่ย่านที่เรียกว่า "เวิ้งนาครเขษม" หรือที่เคยได้ยินเค้าเรียกว่ากันประมาณ "ไปเวิ้ง" แต่ในปัจจุบันนี้ ร้านค้าต่างๆ หลายๆ ร้านก็ได้ทำการขยับขยายเข้ามาในเมือง บ้างก็ตั้งอยู่บนศูนย์การค้าไปมาสะดวกกว่าแต่ก่อนพอสมควร ในบทความอันนี้ ผมจะยังไม่พูดถึงวิธีการเลือก แต่จะรวบรวมเอาร้านค้าที่ขายกีตาร์แบรนด์่ต่างๆ มาบอกเล่าเก้าสิบกันก่อน เพราะผมสังเกตุว่ายังมีน้องๆ อีกจำนวนมาก ยังไม่ทราบว่า ร้านไหนขายอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมอาจจะรวบรวมมาได้ไม่หมด เพราะฉะนั้นแล้วพี่ๆ น้องๆ ที่แวะมาอ่านบล๊อกผม แล้วอยากช่วยเหลือ ก็สามารถคอมเมนท์ได้ใต้บทความนี้นะครับ

Music Concept: ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นสามของ Central World แยกราชประสงค์ มีแบรนด์กีตาร์ดังๆ จำหน่ายอยู่ เช่น Gibson / Fender / Epiphone / Squier / Jackson / Charvel / Gretch เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียว ได้ลองกีตาร์หลากหลายแบรนด์อย่างจุใจ

Guitar Avenue: อยู่บนชั้นสามของ Central World เช่นเดียวกัน ร้านนี้กีตาร์ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ แบรนด์ที่ค่อนข้างเล็ก แต่หรูหรา เช่นกลุ่ม James Tyler / Nik Huber / Knaggs Guitars / Don Grosh Guitars แต่ก็มีแบรนด์ราคาสมเหตุสมผลอย่างเช่น Tokai ขายอยู่ครับ

 Music City: ร้านนี้เป็นร้านเปิดใหม่ มาจากสาขาของธีระมิวสิค ตั้งอยู่บน Central พระราม 9 ชั้นสี่ คุณๆ สามารถแวะมาชมกีตาร์ Fernandes / Blade ได้ที่นี่

Pedals' Park: อยู่บนอาคารชื่อไทม์สแควร์บนถนนสุขุมวิท มีกีตาร์ Relic สวยๆ แบรนด์ Monster Relic และ Kingbee Guitars วางให้ลองเล่น ลองซื้อไปชิมกัน

Inter Muisc: ยังคงอยู่ในเวิ้งนาครเขษม เป็นร้านที่เน้นหนักไปสำหรับสาย Metal มากๆ มีกีตาร์ Schecter / Schecter Japan วางให้เลือกซื้อเลือกลองกัน (พร้อมด้วยเบส Spector / Warwick)

Sweetsound: ย้ายจากเวิ้งจุฬาไปยังสถานที่กว้างขวาง หลังร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือนตรงช่วงเลียบทางด่วน ใกล้ๆ SC Park Hotel ก่อนถึงแยกลาดพร้าว ร้านนี้คนรัก Modern Guitars จะต้องแวะมาสัมผัสกับกีตาร์ Suhr ที่เรียกได้ว่าโด่งดังมาก

      เดี๋ยวรอบหน้า มาว่ากันด้วยเรื่องการเลือกซื้อกีตาร์แบบจริงๆ จังๆ กันละครับ ว่าเราจะเริ่มต้นลองอะไรยังไงกันครับ :)

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

Choose Your Guitar Pt.1



ไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่ การเดินเข้าร้านกีตาร์ร้านโปรด มักจะเป็นความตื่นเต้น และสนุกสนานเสมอๆ แต่ปัญหาและคำถามที่มักจะพบเจอเป็นประจำ ก็คือเราจะเลือกซื้อกีตาร์กันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ ที่ยังไม่เคยมีกีตาร์ หรือ พ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะซื้อกีตาร์ตัวแรกให้ลูก จริงๆ มันก็มีแนวทางปฏิบัติอยู่เหมือนกัน กับการเลือกซื้อกีตาร์ ว่ากันตามประสบการณ์ (ส่วนตัวของผมเอง) ผมจะเล่าให้ฟังครับ

     การเลือกซื้อกีตาร์นี่ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องสนุกที่ต้องค่อยๆ เลือก ค่อยๆ เฟ้นกัน แต่ก่อนอื่น จะต้องมีแนวคิดในใจก่อนเลยครับ ว่าเราอยากได้กีตาร์ที่เอาไปเล่นแนวอะไร? อยากได้ทรงไหนเป็นพิเศษไหม? และที่สำคัญ เรามีงบประมาณในมืออยู่เท่าไหร่ อันนี้คงเป็นเบื้องต้นที่เราสามารถวางแผนการช๊อปปิ้งได้ที่บ้าน ไอ่เจ้ากีตาร์นี่มันก็มีหลากหลายแบรนด์ และหลากทรงให้เลือก และราคาก็มีกันตั้งแต่ 2,000 บาทไปจนถึงหลักแสน หลักล้านบาท นั่นแหละ ดังนั้นคาถาหลักในการเลือกก็ต้องเริ่มต้นอย่างที่ว่าครับ แนวไหน-ทรงอะไร และ งบเท่าไหร่ก่อน

     เรื่องของแนวนี่ก็จะแบ่งให้คุณเลือกให้ถูกว่าจะไปเล่นกีตาร์ไฟฟ้า หรือ กีตาร์อคุสติกนั่นเอง ถ้าคุณพิศมัยในวิธีการเล่นแบบ Tommy Emmanuel หรืออยากจะตีคอร์ดร้องเพลงจีบสาว หรือในวงเหล้าก็ตามแต่ กีตาร์อคุสติกก็ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายของคุณมากกว่าที่จะเป็นกีตาร์ไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาแอมป์พลิฟายด์แล้วก็ไม่ได้ให้เสียงในแบบกีตาร์อคุสติกเลยสักนิด แต่ถ้าไอดอลของคุณเป็น Slash, Richie Blackmore หรือมือกีตาร์ในสายอื่นๆ การเลือกกีตาร์ก็คงจะต้องมุ่งหากีตาร์ไฟฟ้าก่อนเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ :)

 การเลือกทรงนี่ จริงๆ แล้วผมคิดเผื่อสำหรับน้องๆ มือใหม่ที่มีไอดอลในหัวใจครับ เพราะบางคนก็อยากจะได้กีตาร์เท่ห์ๆ ที่มือกีตาร์ที่ตัวเองชอบและหลงไหลถืออยู่ แต่สำหรับผมแล้วกีตาร์มันมีแค่ 3 ทรง ก็คือ Single Cutaway หรือกีตาร์ที่มีส่วนเว้าข้างเดียว นึกภาพGibson/Epiphon/Tokai หรือ Double Cutaway นึกภาพ Fender/Squier/PRS และ None Cutaway เช่นพวก Flying V เป็นต้น การ Cutaway เหล่านี้ ก็จะมีข้อดีข้อด้อยต่างๆ กัน น่าจะเป็นเรื่องของความถนัดในการเล่นมากที่สุด เดี๋ยวเราจะไปว่ากันลึกๆ นะครับ

   

   

     งบประมาณ อันนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าไม่มีปัจจัย กีตาร์อะไรก็คงจะซื้อไม่ได้ แต่เรื่องของงบประมาณนี่ก็คงจะต้องแล้วแต่กระเป๋าของแต่ละท่านครับ แต่ไม่ใช่ว่างบน้อยจะเลือกซื้อกีตาร์ดีไม่ได้นะ งบไม่มาก เราก็มีกีตาร์ดีเล่นได้ แต่ถ้างบมากหน่อยโอกาสเลือกก็จะกว้างและมากกว่าเท่านั้นเองครับ ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมตัวที่จะออกช๊อปปิ้งและเป็นขั้นตอนก่อนที่จะออกไปลองกีตาร์อย่างจริงๆ จังๆ เดี๋ยวว่ากันต่อที่ตอนหน้าครับ :)

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

Little Green Wonder


     ฉบับนี้ผมมีเอฟเฟคต์มาแนะนำกันสำหรับคนที่ชอบเสียงแตก ก้อนที่กำลังพูดถึงนั้นเป็น Overdrive ที่ใช้งานได้กว้างขวางหลากหลายมาก และเป็นที่นิยมมากๆ ผมกำลังพูดถึง Little Green Wonder Overdrive จากค่าย Mad Professor ผลิตในประเทศฟินแลนด์ ถ้าหากใครเคยได้สัมผัสกับเอฟเฟคต์จากค่ายนี้ คงจะพอทราบว่า เค้าถูกออกแบบโดย Mr.Bjorn Julh ผู้ออกแบบ FX มือดีซึ่งทำงานกับ Mad Professor มายาวนาน และแทบจะไม่มีก้อนไหนที่ผิดหวังเลย ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับ:

Mad Professor: Little Green Wonder Overdrive (แม๊ด โพรเฟสเซอร์ รุ่น ลิตเติ้ลกรีนวอนเดอร์ โอเวอร์ไดร์ฟ)

     ในตลาดบูติกเอฟเฟคแล้ว เสียงที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดก้อนหนึ่ง เห็นจะไม่พ้น Overdrive เพราะค่ายที่ผลิตเอฟเฟค ออกมานั้น จะต้องมี Overdrive อยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งรุ่น บริษัท Mad Professor ก็เป็นอีกบริษัทที่ผลิต Overdrive ออกมาหลายรุ่น แต่รุ่นที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดก็คงจะไม่พ้นรุ่น Little Green Wonder ที่เรากำลังพูดถึง แต่เดิม LGW ถูกผลิตแบบ Hand wired (ประกอบทุกชิ้นส่วนด้วยมือ) จะมีราคาค่อนข้างจะสูง ดังนั้นทาง Mad Professor จึงวิธีการผลิต LGW โดยใช้ PCB Board และ ผลิตอุปกรณ์บางชิ้นเองภายในโรงงาน จึงทำให้ราคาเจ้า LGW ก้อนนี้ลดลง ราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างยิ่ง!! (ปัจจุบันราคาน่าจะเพียงแค่ 6,000 บาท)

   LGW นั้นเป็นผลผลิตการดีไซน์ของ Bjorn Juhl (ผู้ที่ผลิตเอฟเฟคแฮนด์เมดของตัวเองภายใต้ชื่อ BJF ที่โด่งดังและหายากมากๆ) ปัจจุบัน Bjorn Juhl  ทำงานให้กับบริษัท Mad Professor แล้ว และที่ผ่านมา Bjorn Juhl  ได้ออกแบบวงจรให้ LGW เป็น Overdrive ที่มีกลิ่นออกคล้ายๆ Overdrive ตระกูล Tube Screamer แต่มีความแตกต่างและปรับได้หลากหลาย ผมทดสอบ LGW ตัวนี้ด้วยกีตาร์ Fender Japan Telecaster และแอมป์ Victoria 20212 ผมพบว่าแรกๆ ผมอดนึกถึงเอฟเฟค TS808 หรือ TS9 ไม่ได้จริงๆ แต่เมื่อหมุนปุ่มต่างๆ เพื่อเลือกดูว่าเสียงที่ออกมาเป็นแบบไหนบ้าง ผมรุ้สึกว่าจริงๆแล้ว LGW ไม่ได้เป็น TS Style เอฟเฟคเลย แต่สามารถใช้เป็นได้ทั้ง Clean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ได้อีกด้วย หากใช้งานปุ่ม Body และ Gain อย่างถูกจุด สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน LGW ตัวนี้คือการที่เราแทบไม่รู้สึกถึงการถูกกด (Compressed) ของเสียงเลย ดังนั้นเสียง Overdrive ที่ได้จะฟังโปร่งสบายหู ไม่อัดอั้น ให้น้ำเสียงชวนฟังมากกว่าหลายๆ ก้อน (ที่ผมเคยทดสอบ) หากคุณหมุนปุ่ม Level ขึ้นเยอะๆ โดยลด Gain ลงมาที่เก้านาฬิกา LGW จะผันตัวเองไปเป็น Clean Boost ดีๆ ก้อนนึงเลย และถ้าคุณหมุนปุ่ม Level อยู่ราวๆ สิบเอ็ดนาฬิกา Body อยู่ที่เก้านาฬิกา และ Gain ที่สามนาฬิกา เจ้าก้อนเขียวๆ ตัวเล็กๆ นี้จะกลายเป็น Mid Gain Distortion ที่คุณใช้เล่น Rock ได้เลย และเจ้าปุ่ม Body นี่แหละครับที่น่าสนใจ ทำให้คุณได้เสียงที่ใช้งานได้กว้างมากๆ จากเจ้าก้อนเขียวๆ ก้อนนี้


ข้อดี: เป็น Clean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ที่เสียงหนา ใหญ่ ฟังโปร่งสบายหู และ ไม่คอมเพรส ปรับใช้งานได้กว้างคุ้มค่า

ข้อด้อย: สำหรับคนที่ต้องการ Tone ไว้ใช้ อาจจะขัดใจนิดหน่อย

(เขียนลง The Guitar MAG เมื่อ August 2010)


วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

Boost .. Why Boost?

     เป็นอีกคำถามที่เป็นคำถามพิมพ์นิยมของชาวเล่นก้อน ว่าก้อน Boost หรือ Booster มันใช้ยังไง ใช้ไปเพื่ออะไร แล้วใช้ก้อนแบบไหนเพื่อเป็น Booster ดี เรื่องเกี่ยวกับ Booster นี้ ก็เหมือนกับ FX ชนิดอ่ืนๆ ครับ ที่มีแนวคิดหลากหลายอยู่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามกำลังทรัพย์ และรสนิยมของผู้เล่นเอง ว่าชอบแบบไหน สูตรไหน อย่างไร เพราะแต่ละสูตรก็ให้ผลแตกต่างกัน

    มาว่ากันถึงการ Boost ก่อน ว่ามันคืออะไร ว่ากันง่ายๆ การ Boost ก็คือการเติมความแข็งแรงให้กับสัญญาณกีตาร์ ก่อนที่สัญญาณนั้นจะวิ่งเข้าสู่แอมป์พลิฟายด์ ซึ่งการเพิ่มความสัญญาณความแข็งแรงนี้ ก็จะทำให้เกิดการ Boost ได้แน่ๆ สองประเภทคือ 1. เพิ่มระดับสัญญาณเพื่อความดังเพิ่มขึ้น โดยไม่มีผลต่อความแตก (distort)  และ 2. เพื่อให้สัญญาณเกิด Peak และ Distort เพิ่มให้เสียงแตกมากขึ้น การ Boost ทั้งสองแบบนี้ ถ้านำไปใช้กับ Pedals อื่นๆ ร่วมด้วย อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการวางเพื่อให้เกิดผลสูงสุด

     ที่เคยเห็นคุยๆ กัน ส่วนใหญ่ในบ้านเรา ไม่่ค่อยใช้ Booster ตรงๆ เข้าแอมป์พลิฟายด์นัก ฉะนั้นแล้วผมจะคุยถึงกรณีที่ใช้ Booster พ่วงกับเอฟเฟคต์ก้อนอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะให้ผลคล้ายๆ กันครับ และจุดประสงค์ก็เหมือนกันคือการเพิ่มความแรงให้กับสัญญาณกีตาร์ ก่อนที่จะเข้าสู้ Overdrive/Distortion หรือเพิ่มแรงขับหลังจากผ่าน Od/Dist ก่อนที่วิ่งเข้าชนแอมป์พลิฟายด์



    กรณีแรก การใช้ Booster เพื่อเพิ่ม Gain หรือเพิ่มย่านความถี่บางย่านไปพร้อมๆ กัน การ Boost ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเพิ่มการแตก สำหรับผู้เล่นที่อยากได้เสียงแตกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยในช่วงเล่น Lead และต้องการให้เสียงกีตาร์มันโดดออกจากวง มักจะใช้ Pedal ที่ช่วยเพิ่มเสียงกลาง ที่นิยมๆ กัน ก็คือพวก Light Overdrive เช่น Ibanez TS808 / TS9 / Providence: Sonic Drive etc. แต่ต้องคำนึงนิดหน่อย ในกรณีการใช้ Od บางรุ่น บางตัวในการ Boost คุณอาจจะได้เสียงแตกมากขึ้นอีกหน่อย ได้เสียงกลางมาอีก แต่ย่าน Low Frequency จะหายไป ถ้ารับได้ ถือว่าไม่มีปัญหาครับ การ Boost แบบนี้ ส่วนใหญ่จะวาง Booster ไว้หน้า Overdrive/Distortion ตัวหลัก

    ถ้าต้องการเพิ่มความดังของเสียง แต่ไม่ต้องการให้โทนเสียงเปลี่ยน การ Boost ในลักษณะนี้ส่วนใหญ่นิยมใช้ Clean Boost เพราะแทบจะไม่เปลี่ยนเสียงกีตาร์เดิม เพียงแค่ยกระดับสัญญาณให้ดังขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะใช้ในกรณีเดียวกันคือต้องการให้เสียงโซโลพ้นจากเครื่องชิ้นอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ก็จะเป็นกลุ่ม Keeley : Katana Clean Boost / Providence: Final Booster / MXR Micro Amp อะไรแถวๆ นี้ การ Boost แบบนี้จะนิยมวางไว้หลัง Od/Dist เสียงจะดังขึ้นชัดเจน

    หรือถ้านอกเหนือจากการ Boost สองแบบนี้ ก็อาจจะแยกออกมาเป็นว่า อยากได้ทั้งสัญญาณเสียงที่ดังขึ้นด้วย และอยากได้เกนท์ที่มากขึ้นด้วย การ Boost แบบนี้ส่วนใหญ่จะวางก้อน Boost ไว้หลัง Od/Dist เช่นเดียวกัน แต่ตัว Booster ที่ใช้นั้นอาจจะต้องเลือกมากหน่อยครับ เพราะการวางไว้ด้านหลังนั้น ทำให้แคแรกเตอร์ของ Booster กินเข้าไปในเสียง Od/Dist หลักได้ง่ายสุดๆ ถ้าคุณรับการเปลี่ยนของเสียงได้ นั่นคงไม่มีปัญหา ถ้าคุณรู้สึกไม่ชอบใจ อาจจะต้องเลือกมากหน่อยว่าจะต้องใช้อะไร ที่ผมคุ้นๆ ว่าใช้ดีในกรณีนี้ ก็จะเป็น Analogman DOD250 / YJM / Keeley Katana Boost (ดึงสวิทช์เพิ่มเกนท์) etc.

    นักกีตาร์หลายๆ ท่าน ชอบที่จะใช้ Graphic EQ เป็น Booster นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ สามารถใช้ได้ ถ้าคุณสามารถปรับให้ถูกใจได้ เพราะ EQ นั้น คุณสามารถปรับย่านเสียงย่อยๆ ได้เลย แต่ข้อสำคัญ คุณจะต้องรู้ก่อนว่าย่านเสียงแต่ละย่านของ EQ มันเป็นจุดไหนของเสียง เพราะถ้าคุณไม่ชำนาญในการปรับ โทนเสียงกีตาร์ของคุณเองก็จะเสียไปโดยไม่จำเป็น ข้อด้อยอีกจุดที่ผมเจอในการใช้ EQ เป็น Booster คือเรื่องของ Noise และ Compression เพราะถ้าคุณภาพของ EQ ไม่ดีพอ จะทำให้ Signal ของคุณเกิดเสียงรบกวนได้ง่ายๆ และที่สำคัญ EQ box ส่วนใหญ่ จะทำให้เกิดการบีบอัดของเสียงมากกว่าปรกติ แต่อย่าลืมครับว่า สิ่งที่ผมมาคุยให้ฟังนั้น เป็นแนวคิดที่เรียกว่าแนวคิดทั่วๆ ไปที่เค้านิยมใช้กัน คุณสามารถนำเอาไปทดลอง เอาไปปรับแต่งให้เหมาะกับหูของคุณเองได้นะครับ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด