ชื่อ Bogner Amplification หลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยินได้สัมผัสมาก่อน ด้วยความที่บูติกแอมป์แบรนด์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบ้านเรานัก แต่ถ้าข้ามไปฝั่งอเมริกา หรือ ยุโรป แม้กระทั่งในญี่ปุ่น Bogner Amplification เป็นแอมป์แบรนด์หนึ่งที่โด่งดังมากๆ และถือกันว่าเป็นแอมป์พลิฟายด์ในแบบฉบับ "บูติก แอมป์" แบรนด์แรกๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Eddie Van Halen / Steve Vai / Jerry Cantrell ในยุคแรกๆ หรือมาช่วงหลังๆ ก็มีคนกีตาร์ระดับสตาร์เช่น Dave Kushner / Wes Borland / Neil ZaZa / Avenged Sevenfold / Mark Trimonti ไว้ใจนำเอาแอมป์จากค่าย Bogner ไปใช้งานทั้งในสตูดิโอ หรือ แสดงสด
ว่าแต่ Bogner นี่เป็นใครมาจากไหน ก่อนจะไปทำความรู้จักกับแอมป์พลิฟายด์ของเขา เรามาเรียนรู้ถึงประวัติเขาสักเล็กน้อยก่อนดีกว่าไหมครับ มิสเตอร์ Reinhold Bogner นี่แต่เดิมเป็นชาวเยอรมันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากยุโรปมาสู่ Los Angeles ณ สหรัฐอเมริกาในปี 1989 และเริ่มต้นอาชีพในอเมริกาด้วยการซ่อมแซมและโมดิฟายด์แอมป์ให้กับลูกค้า และชื่อลูกค้าอันดับต้นๆ ของ Bogner ก็มีชื่อของ Eddie Van Halen และ Steve Vai ที่ไว้วางใจให้ Bogner โมดิฟายด์ให้ และผลคือ Eddie ชอบแอมป์ #1 Marshall Plexi ที่ทาง Bogner โมให้มากๆ ชื่อเสียงของ Reinhold Bogner ก็ถือกำเนิดบนฝั่งอเมริกาตั้งแต่วันนั้น
ในช่วงแรกๆ ทาง Bogner Amplifications ก็ยังทำงานส่วนใหญ่เป็นการซ่อมและโมดิฟายด์แอมป์อยู่ จนกระทั่งในปี 1994 จึงออกโปรดักต์ตัวสำคัญออกมา คือ Bogner "FISH" Preamp โดยผลิตออกมาเพียงแค่ 40 ชิ้น โดยได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือกีตาร์ชื่อดังอย่าง Jerry Cantrell ยังนำเอา Fish Preamp ไปใช้งานอัดเสียงอัลบั้ม Facelift ที่โด่งดังของวง และนำไปใช้งานแสดงสดอีกด้วย (ส่วนตัวผมชอบอัลบั้มนี้มากๆ We Die Young และ Man In The Box อย่างมันส์) ปัจจุบันนี้ Fish Preamp ที่ผลิตในปี 1988-1990 นั้น ขายกันบน e-bay อยู่ที่ราคาถึง $5000 เลยทีเดียว
ปัจจุบันนี้ Bogner Amplifications ก็ได้ผลิตและพัฒนาแอมป์พลิฟายด์ออกมาอีกมากมายหลากหลายรุ่น ที่ตาม Fish Preamp ออกมา ก็จะเป็นรุ่นที่สร้างชื่อให้ Bogner เพิ่มขึ้นไปอีกเช่นรุ่น Treple Channel อย่าง Ecstacy (มือกีตาร์หลายๆ คนที่เราชื่นชอบใช้งานรุ่นนี้ เช่น Steve Vai / Gary Moore / Tak Matsumoto) หรือเป็นรุ่นที่เป็น Double Channel เช่น Shiva ที่มีคนกีตาร์แจ๋วๆ อย่าง Keith Urban / Mark Trimonti เอาไปใช้อัดเสียงทั้งในอัลบั้มของ Creed และ Alterbridge และล่าสุดอัลบั้มเดี่ยวของเขา หรือจะเป็นรุ่นที่เอาใจขาเมทัล Uberschall ที่วงเมทัลรุ่นใหม่มาแรงอย่าง Avenged Sevenfold / Funeral For A Friend / Stone Sour นำไปใช้อย่างกว้างขวางแพร่หลาย ทุกวันนี้ Bogner Amplification ก็ออกแอมป์มาหลากหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีความน่าสนใจแตกต่างกัน ผมจะเลือกนำมาแนะนำกันในคราวต่อๆ ไปนะครับ
Providence Effector ถือเป็นแบรด์ใหม่สำหรับคนเล่น FX ก้อนๆ ของไทยเรา แต่ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ต้องขอบคุณมือกีตาร์ชาวอาทิตย์อุทัยที่โด่งดังมากเช่น Ken จากคณะ L'Arch En Ceil หรือถ้าคนชอบสายบลูส์แจ๊ส Robben Ford ก็เป็นอีกคนที่ใช้งาน FX ของค่ายนี้ รวมไปถึง Larry Carlton, Steve Lukather และ Paul Jackson ด้วย ชื่อที่กล่าวมา ล้วนแต่เป็นที่รู้กันว่า เป็นกลุ่มนักกีตาร์ระดับโลกที่มีเซ็ตอัพอลังการ และมีโทนเสียงกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดกลุ่มหนึ่ง
เอฟเฟคต์ที่ผมจะเอามาเขียนถึงในวันนี้ ก็เป็น F Series จากค่าย Providence ชื่อว่า Silky Drive ที่เพิ่งจะออกวางตลาดได้สักสองเดือนที่ผ่านมานี้เอง Silky Drive ถือเป็น FX รุ่นที่สองที่ออกภายใน F Series (หรือเว้ากันง่ายๆ ว่าเป็น Customshop ของ Providence นั่นเอง) หลังจากตัวแรก Flame Drive ได้ออกวางตลาดมาราวๆ 1 ปี และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง (แม้กระทั่ง Matt Scholfield ก็เอาไปใช้เป็นเรื่องเป็นราว)
Silky Drive เป็นเอฟเฟคต์ประเภท Overdrive ที่ง่ายต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก มีการควบคุมคือ Volume - Tone - Gain และปุ่ม Gain Boost ง่ายๆ เท่านี้ครับ แต่ที่สำคัญและผมเห็นว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่ของตลาด FX เลย คือระบบ Vitalizer ที่ติดมากับ FX ทุกก้อนของ Providence นี่สิ เจ้าระบบ Vitalizer เป็นระบบที่มีไว้เพื่อช่วยชดเชยการสูญเสียคุณภาพของเสียงเวลาต่อผ่าน FX หลายๆ ก้อน หรือ ลากสายสัญญาณยาวๆ เจ้า Vitalizer จะช่วยให้คุณภาพเสียงกลับมาอยู่ในจุดที่ไม่สูญเสียย่านเสียงใดๆ เลย (เรียกว่าถ้าในบอร์ดมี Vitalizer สักตัว ก็ไม่ต้องกังวลเสียงจะเปลี่ยนหล่ะครับ)
ถ้าหากจะพูดถึงเอฟเฟคหลักๆ ที่นักดนตรีทั่วๆ ไปใช้กัน สิ่งที่นึกถึงอันดับต้นๆ ก็คงจะเป็น Distortion ที่สามารถไว้วางใจได้สักตัวหนึ่ง มาวันนี้ผมจะนำเอาเอฟเฟคต์ Distortion รุ่นหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันแบบสุดๆ และโด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วมากๆ และยังคงเป็นที่นิยมกันอย่างมากจนถึงตอนนี้ ผมกำลังพูดถึงเอฟเฟคต์จากค่าย Mad Professor ที่ชื่อว่า Mighty Red Distortion
Mighty Red Distortion เป็นก้อน Distortion รุ่นแรกๆ ที่ทาง Mad Professor ผลิตออกมาตั้งแต่ปี 2007-2008 นู่น ใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก็ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชอบก้อนเสียง Distortion ที่มีย่านเบสฟังกระชับ ย่านกลางและแหลมฟังดูโดดเด่น MRD ก็เป็นหนึ่งในเอฟเฟคต์ที่ค่าย Mad Professor ผลิตออกมาเป็นสองซีรี่ส์คือ Handwired Series และ PCB Series ก็คือ Handwired Series จะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นระดับที่เรียกว่าเป็น Military Grade คือเป็นวัสดุที่เรียกว่าเป็นระดับเยี่ยมๆ ที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว พร้อมด้วยวิธีการผลิตนั้นใช้มือเชื่อมวงจรแบบไม่ง้อเครื่องจักร ส่วน PCB Series ก็จะเป็นซีรี่ส์ที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นเกรดที่เรียกว่าดีมาก แต่ไม่ถึงแบบ Military Grade และทาง Mad Professor ก็ไม่ยอมใช้วัสดุจากนอกโรงงานนะครับ เขาใช้วิธีออกแบบและผลิตวัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเองเพื่อเป็นการควบคุมการผลิตให้ถึงจุดที่ดีที่สุด แต่เป็นการลดต้นทุนการผลิตที่ทำให้ราคาของ PCB Series ย่อมเยาลงมาพอควรครับ
ผมทดสอบ Mighty Red Distortion กับกีตาร์ Gibson Les Paul Standard ไปเข้าแอมป์ Bogner Shiva เปรียบเทียบกันทั้งสอง Series พบว่า MRD เป็น Distortion ที่เป็นก้อนๆ ที่มีกลิ่นออกไปทาง British Sound ในแบบ Marshall Amp ที่มีย่าน Bass ที่ใหญ่และกระชับ ย่าน Treble ที่คมและ cut-thru ซึ่งตรง cut-thru นี่ เมื่อไปเล่นกับแบนด์ก็มีความสำคัญอยู่มาก เพราะจะฟังค่อนข้างชัดเจนเมื่ออยู่กับกลุ่มเครื่องดนตรีอื่นๆ (ก้อนบางก้อนจะฟังดูดีเมื่อเล่นคนเดียว เวลาไปเล่นกับวง ก็จม แบบนี้ก็มี)
ทุกๆ ครั้งวง PbR ก็ไม่ค่อยจะเล่นดนตรีเข้ากับคอนเซปท์ของ Blues สักเท่าไหร่ คงมีครั้งนี้ที่ตั้งใจเลือกเพลงให้เข้าทางกับวงอื่นๆ บ้าง เราตั้งใจเลือกเพลงที่เรียกได้ว่า Blues บ้าง ก็เห็นจะเป็น Don't Think Twice, It's Alright ในเวอร์ชั่นของ Eric Clapton , Sunshine Of Your Love จากวง Blues-Rock ชื่อก้อง คณะ Cream , เพลงที่หาฟังค่อนข้างยาก จาก Rory Gallagher ชื่อเพลง Tattoo'd Lady (เพลงนี้ต้องขอบใจน้องนุ่น @ryn_writes เป็นคนขอมา) และเพลงที่เรียกว่าจะเป็นกึ่งๆ Blues/Rock อีกสองเพลงคือ Ready For Love ของคณะ Bad Company กับ Rockin' All Over The World จากวงรุ่นลุง Status Quo พ่วงด้วยเพลง Modern Country อีกเพลงของ Keith Urban ชืื่อเพลง Long Hot Summer และเพลงที่น้องแอมแปร์มาเล่นไวโอลินกับเรา Smooth Criminal ในเวอร์ชั่นของ David Garrett
งาน Summertime Blues ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จบลงด้วยความชื่นมื่นของทั้งผู้จัด ผู้ชมและผู้เล่น ทั้ง 3 วงเล่นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงไม่ว่าจะเป็นวงเปิด คือคณะ Playboys Return ของผมและชาวคณะ วงของประธานกลุ่ม Blues Missioner ที่เล่นหลากหลายเพลงที่เรียกว่าเป็น Blues แท้ๆ และวงเฮ้าส์แบนด์ของร้าน Nothing But The Blues คือวงของคุณป๋าเบนซ์ Benz Blues Band ท้ายๆ ก็มีการแจมกันแบบสุดเหวี่ยงโดยมีน้อง Jack ขึ้นไปซัด Blues สนุกๆ ซะ 1 เพลง ตามด้วยพี่ชัย บลูส์ มือกีตาร์สายบลูส์ที่ชาวบลูส์บ้านเรารู้จักฝีไม้ลายมือเป็นอย่างดี และยังมีน้องเอก (ล๊อคอิน BBLing ในเวปไซท์ Guitarthai.com) ก็ขึ้นมาขยับไปหลายเพลง เรียกว่าอิ่มเอมกันมากมายจริงๆ เมื่องานจบลงแบบมึนๆ และเมาๆ ผมมั่นใจว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จาก Bangkok Blues Club คงจะไม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย และผมก็เริ่มตั้งตามองไปถึงช่วงตุลาคมที่จะมี October Blues Fest อีกแล้วสิครับ :)
Inter Muisc: ยังคงอยู่ในเวิ้งนาครเขษม เป็นร้านที่เน้นหนักไปสำหรับสาย Metal มากๆ มีกีตาร์ Schecter / Schecter Japan วางให้เลือกซื้อเลือกลองกัน (พร้อมด้วยเบส Spector / Warwick)
Sweetsound: ย้ายจากเวิ้งจุฬาไปยังสถานที่กว้างขวาง หลังร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือนตรงช่วงเลียบทางด่วน ใกล้ๆ SC Park Hotel ก่อนถึงแยกลาดพร้าว ร้านนี้คนรัก Modern Guitars จะต้องแวะมาสัมผัสกับกีตาร์ Suhr ที่เรียกได้ว่าโด่งดังมาก
ฉบับนี้ผมมีเอฟเฟคต์มาแนะนำกันสำหรับคนที่ชอบเสียงแตก ก้อนที่กำลังพูดถึงนั้นเป็น Overdrive ที่ใช้งานได้กว้างขวางหลากหลายมาก
และเป็นที่นิยมมากๆ ผมกำลังพูดถึง Little Green Wonder Overdrive จากค่าย
Mad Professor ผลิตในประเทศฟินแลนด์ ถ้าหากใครเคยได้สัมผัสกับเอฟเฟคต์จากค่ายนี้ คงจะพอทราบว่า เค้าถูกออกแบบโดย Mr.Bjorn Julh ผู้ออกแบบ FX มือดีซึ่งทำงานกับ Mad Professor มายาวนาน และแทบจะไม่มีก้อนไหนที่ผิดหวังเลย ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับ:
Mad Professor: Little Green
Wonder Overdrive (แม๊ด โพรเฟสเซอร์ รุ่น ลิตเติ้ลกรีนวอนเดอร์ โอเวอร์ไดร์ฟ)
ในตลาดบูติกเอฟเฟคแล้ว
เสียงที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดก้อนหนึ่ง เห็นจะไม่พ้น Overdrive เพราะค่ายที่ผลิตเอฟเฟค
ออกมานั้น จะต้องมี Overdrive อยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งรุ่น บริษัท Mad
Professor ก็เป็นอีกบริษัทที่ผลิต Overdrive ออกมาหลายรุ่น
แต่รุ่นที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดก็คงจะไม่พ้นรุ่น Little Green Wonder ที่เรากำลังพูดถึง
แต่เดิม LGW ถูกผลิตแบบ Hand wired (ประกอบทุกชิ้นส่วนด้วยมือ) จะมีราคาค่อนข้างจะสูง
ดังนั้นทาง Mad Professor จึงวิธีการผลิต LGW โดยใช้ PCB
Board และ ผลิตอุปกรณ์บางชิ้นเองภายในโรงงาน จึงทำให้ราคาเจ้า LGW ก้อนนี้ลดลง
ราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างยิ่ง!! (ปัจจุบันราคาน่าจะเพียงแค่ 6,000 บาท)
LGW นั้นเป็นผลผลิตการดีไซน์ของ
Bjorn Juhl (ผู้ที่ผลิตเอฟเฟคแฮนด์เมดของตัวเองภายใต้ชื่อ BJF ที่โด่งดังและหายากมากๆ)
ปัจจุบัน
Bjorn Juhl ทำงานให้กับบริษัท Mad
Professor แล้วและที่ผ่านมา Bjorn Juhl ได้ออกแบบวงจรให้ LGW เป็น Overdrive
ที่มีกลิ่นออกคล้ายๆ
Overdrive ตระกูล Tube Screamer แต่มีความแตกต่างและปรับได้หลากหลาย ผมทดสอบ LGW
ตัวนี้ด้วยกีตาร์
Fender Japan Telecaster และแอมป์ Victoria 20212 ผมพบว่าแรกๆ
ผมอดนึกถึงเอฟเฟค TS808 หรือ TS9 ไม่ได้จริงๆ แต่เมื่อหมุนปุ่มต่างๆ เพื่อเลือกดูว่าเสียงที่ออกมาเป็นแบบไหนบ้าง
ผมรุ้สึกว่าจริงๆแล้ว LGW ไม่ได้เป็น TS Style เอฟเฟคเลย
แต่สามารถใช้เป็นได้ทั้ง Clean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ได้อีกด้วย
หากใช้งานปุ่ม Body และ Gain อย่างถูกจุด สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน LGW ตัวนี้คือการที่เราแทบไม่รู้สึกถึงการถูกกด
(Compressed)ของเสียงเลย ดังนั้นเสียง Overdrive ที่ได้จะฟังโปร่งสบายหู
ไม่อัดอั้น ให้น้ำเสียงชวนฟังมากกว่าหลายๆ ก้อน (ที่ผมเคยทดสอบ) หากคุณหมุนปุ่ม Level
ขึ้นเยอะๆ
โดยลด Gain ลงมาที่เก้านาฬิกา LGW จะผันตัวเองไปเป็น Clean Boost ดีๆ
ก้อนนึงเลย และถ้าคุณหมุนปุ่ม Level อยู่ราวๆ สิบเอ็ดนาฬิกา Body อยู่ที่เก้านาฬิกา
และ Gain ที่สามนาฬิกา เจ้าก้อนเขียวๆ ตัวเล็กๆ นี้จะกลายเป็น Mid
Gain Distortion ที่คุณใช้เล่น Rock ได้เลย และเจ้าปุ่ม Body นี่แหละครับที่น่าสนใจ
ทำให้คุณได้เสียงที่ใช้งานได้กว้างมากๆ จากเจ้าก้อนเขียวๆ ก้อนนี้
ข้อดี:เป็นClean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ที่เสียงหนา
ใหญ่ ฟังโปร่งสบายหู และ ไม่คอมเพรส ปรับใช้งานได้กว้างคุ้มค่า
ข้อด้อย:สำหรับคนที่ต้องการ Tone ไว้ใช้ อาจจะขัดใจนิดหน่อย