มาว่ากันต่อครับ กับการเลือกซื้อกีตาร์กันในตอนที่สองนี้ เมื่อตอนแรกผมเกริ่นไปบ้างแล้วเกี่ยวกับการที่เราสามารถเตรียมตัวตั้งแต่อยู่ในบ้าน จากคาถา แนวอะไร-ทรงไหน-งบเท่าไหร่ ผมอณุมาณเอาว่าตอนนี้คุณคงจะมีเรื่องเหล่านี้ในใจอยู่แล้ว ก็เตรียมพร้อมที่จะออกช๊อปปิ้งกันดีไหมครับ?
การเดินทางไปซื้อกีตาร์ในสมัยก่อนนั้น สมัยผมยังอยู่ในวัยเรียน เราก็จะมุ่งไปสู่ย่านที่เรียกว่า "เวิ้งนาครเขษม" หรือที่เคยได้ยินเค้าเรียกว่ากันประมาณ "ไปเวิ้ง" แต่ในปัจจุบันนี้ ร้านค้าต่างๆ หลายๆ ร้านก็ได้ทำการขยับขยายเข้ามาในเมือง บ้างก็ตั้งอยู่บนศูนย์การค้าไปมาสะดวกกว่าแต่ก่อนพอสมควร ในบทความอันนี้ ผมจะยังไม่พูดถึงวิธีการเลือก แต่จะรวบรวมเอาร้านค้าที่ขายกีตาร์แบรนด์่ต่างๆ มาบอกเล่าเก้าสิบกันก่อน เพราะผมสังเกตุว่ายังมีน้องๆ อีกจำนวนมาก ยังไม่ทราบว่า ร้านไหนขายอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมอาจจะรวบรวมมาได้ไม่หมด เพราะฉะนั้นแล้วพี่ๆ น้องๆ ที่แวะมาอ่านบล๊อกผม แล้วอยากช่วยเหลือ ก็สามารถคอมเมนท์ได้ใต้บทความนี้นะครับ
Music Concept: ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นสามของ Central World แยกราชประสงค์ มีแบรนด์กีตาร์ดังๆ จำหน่ายอยู่ เช่น Gibson / Fender / Epiphone / Squier / Jackson / Charvel / Gretch เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียว ได้ลองกีตาร์หลากหลายแบรนด์อย่างจุใจ
Guitar Avenue: อยู่บนชั้นสามของ Central World เช่นเดียวกัน ร้านนี้กีตาร์ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ แบรนด์ที่ค่อนข้างเล็ก แต่หรูหรา เช่นกลุ่ม James Tyler / Nik Huber / Knaggs Guitars / Don Grosh Guitars แต่ก็มีแบรนด์ราคาสมเหตุสมผลอย่างเช่น Tokai ขายอยู่ครับ
Music City: ร้านนี้เป็นร้านเปิดใหม่ มาจากสาขาของธีระมิวสิค ตั้งอยู่บน Central พระราม 9 ชั้นสี่ คุณๆ สามารถแวะมาชมกีตาร์ Fernandes / Blade ได้ที่นี่
Pedals' Park: อยู่บนอาคารชื่อไทม์สแควร์บนถนนสุขุมวิท มีกีตาร์ Relic สวยๆ แบรนด์ Monster Relic และ Kingbee Guitars วางให้ลองเล่น ลองซื้อไปชิมกัน
Inter Muisc: ยังคงอยู่ในเวิ้งนาครเขษม เป็นร้านที่เน้นหนักไปสำหรับสาย Metal มากๆ มีกีตาร์ Schecter / Schecter Japan วางให้เลือกซื้อเลือกลองกัน (พร้อมด้วยเบส Spector / Warwick)
Sweetsound: ย้ายจากเวิ้งจุฬาไปยังสถานที่กว้างขวาง หลังร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือนตรงช่วงเลียบทางด่วน ใกล้ๆ SC Park Hotel ก่อนถึงแยกลาดพร้าว ร้านนี้คนรัก Modern Guitars จะต้องแวะมาสัมผัสกับกีตาร์ Suhr ที่เรียกได้ว่าโด่งดังมาก
เดี๋ยวรอบหน้า มาว่ากันด้วยเรื่องการเลือกซื้อกีตาร์แบบจริงๆ จังๆ กันละครับ ว่าเราจะเริ่มต้นลองอะไรยังไงกันครับ :)
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
Choose Your Guitar Pt.1
ไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่ การเดินเข้าร้านกีตาร์ร้านโปรด มักจะเป็นความตื่นเต้น และสนุกสนานเสมอๆ แต่ปัญหาและคำถามที่มักจะพบเจอเป็นประจำ ก็คือเราจะเลือกซื้อกีตาร์กันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ ที่ยังไม่เคยมีกีตาร์ หรือ พ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะซื้อกีตาร์ตัวแรกให้ลูก จริงๆ มันก็มีแนวทางปฏิบัติอยู่เหมือนกัน กับการเลือกซื้อกีตาร์ ว่ากันตามประสบการณ์ (ส่วนตัวของผมเอง) ผมจะเล่าให้ฟังครับการเลือกซื้อกีตาร์นี่ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องสนุกที่ต้องค่อยๆ เลือก ค่อยๆ เฟ้นกัน แต่ก่อนอื่น จะต้องมีแนวคิดในใจก่อนเลยครับ ว่าเราอยากได้กีตาร์ที่เอาไปเล่นแนวอะไร? อยากได้ทรงไหนเป็นพิเศษไหม? และที่สำคัญ เรามีงบประมาณในมืออยู่เท่าไหร่ อันนี้คงเป็นเบื้องต้นที่เราสามารถวางแผนการช๊อปปิ้งได้ที่บ้าน ไอ่เจ้ากีตาร์นี่มันก็มีหลากหลายแบรนด์ และหลากทรงให้เลือก และราคาก็มีกันตั้งแต่ 2,000 บาทไปจนถึงหลักแสน หลักล้านบาท นั่นแหละ ดังนั้นคาถาหลักในการเลือกก็ต้องเริ่มต้นอย่างที่ว่าครับ แนวไหน-ทรงอะไร และ งบเท่าไหร่ก่อน

เรื่องของแนวนี่ก็จะแบ่งให้คุณเลือกให้ถูกว่าจะไปเล่นกีตาร์ไฟฟ้า หรือ กีตาร์อคุสติกนั่นเอง ถ้าคุณพิศมัยในวิธีการเล่นแบบ Tommy Emmanuel หรืออยากจะตีคอร์ดร้องเพลงจีบสาว หรือในวงเหล้าก็ตามแต่ กีตาร์อคุสติกก็ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายของคุณมากกว่าที่จะเป็นกีตาร์ไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาแอมป์พลิฟายด์แล้วก็ไม่ได้ให้เสียงในแบบกีตาร์อคุสติกเลยสักนิด แต่ถ้าไอดอลของคุณเป็น Slash, Richie Blackmore หรือมือกีตาร์ในสายอื่นๆ การเลือกกีตาร์ก็คงจะต้องมุ่งหากีตาร์ไฟฟ้าก่อนเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ :)
การเลือกทรงนี่ จริงๆ แล้วผมคิดเผื่อสำหรับน้องๆ มือใหม่ที่มีไอดอลในหัวใจครับ เพราะบางคนก็อยากจะได้กีตาร์เท่ห์ๆ ที่มือกีตาร์ที่ตัวเองชอบและหลงไหลถืออยู่ แต่สำหรับผมแล้วกีตาร์มันมีแค่ 3 ทรง ก็คือ Single Cutaway หรือกีตาร์ที่มีส่วนเว้าข้างเดียว นึกภาพGibson/Epiphon/Tokai หรือ Double Cutaway นึกภาพ Fender/Squier/PRS และ None Cutaway เช่นพวก Flying V เป็นต้น การ Cutaway เหล่านี้ ก็จะมีข้อดีข้อด้อยต่างๆ กัน น่าจะเป็นเรื่องของความถนัดในการเล่นมากที่สุด เดี๋ยวเราจะไปว่ากันลึกๆ นะครับงบประมาณ อันนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าไม่มีปัจจัย กีตาร์อะไรก็คงจะซื้อไม่ได้ แต่เรื่องของงบประมาณนี่ก็คงจะต้องแล้วแต่กระเป๋าของแต่ละท่านครับ แต่ไม่ใช่ว่างบน้อยจะเลือกซื้อกีตาร์ดีไม่ได้นะ งบไม่มาก เราก็มีกีตาร์ดีเล่นได้ แต่ถ้างบมากหน่อยโอกาสเลือกก็จะกว้างและมากกว่าเท่านั้นเองครับ ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมตัวที่จะออกช๊อปปิ้งและเป็นขั้นตอนก่อนที่จะออกไปลองกีตาร์อย่างจริงๆ จังๆ เดี๋ยวว่ากันต่อที่ตอนหน้าครับ :)
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
Little Green Wonder
ฉบับนี้ผมมีเอฟเฟคต์มาแนะนำกันสำหรับคนที่ชอบเสียงแตก ก้อนที่กำลังพูดถึงนั้นเป็น Overdrive ที่ใช้งานได้กว้างขวางหลากหลายมาก
และเป็นที่นิยมมากๆ ผมกำลังพูดถึง Little Green Wonder Overdrive จากค่าย
Mad Professor ผลิตในประเทศฟินแลนด์ ถ้าหากใครเคยได้สัมผัสกับเอฟเฟคต์จากค่ายนี้ คงจะพอทราบว่า เค้าถูกออกแบบโดย Mr.Bjorn Julh ผู้ออกแบบ FX มือดีซึ่งทำงานกับ Mad Professor มายาวนาน และแทบจะไม่มีก้อนไหนที่ผิดหวังเลย ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับ:
Mad Professor: Little Green
Wonder Overdrive (แม๊ด โพรเฟสเซอร์ รุ่น ลิตเติ้ลกรีนวอนเดอร์ โอเวอร์ไดร์ฟ)
ในตลาดบูติกเอฟเฟคแล้ว
เสียงที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดก้อนหนึ่ง เห็นจะไม่พ้น Overdrive เพราะค่ายที่ผลิตเอฟเฟค
ออกมานั้น จะต้องมี Overdrive อยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งรุ่น บริษัท Mad
Professor ก็เป็นอีกบริษัทที่ผลิต Overdrive ออกมาหลายรุ่น
แต่รุ่นที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดก็คงจะไม่พ้นรุ่น Little Green Wonder ที่เรากำลังพูดถึง
แต่เดิม LGW ถูกผลิตแบบ Hand wired (ประกอบทุกชิ้นส่วนด้วยมือ) จะมีราคาค่อนข้างจะสูง
ดังนั้นทาง Mad Professor จึงวิธีการผลิต LGW โดยใช้ PCB
Board และ ผลิตอุปกรณ์บางชิ้นเองภายในโรงงาน จึงทำให้ราคาเจ้า LGW ก้อนนี้ลดลง
ราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างยิ่ง!! (ปัจจุบันราคาน่าจะเพียงแค่ 6,000 บาท)
LGW นั้นเป็นผลผลิตการดีไซน์ของ
Bjorn Juhl (ผู้ที่ผลิตเอฟเฟคแฮนด์เมดของตัวเองภายใต้ชื่อ BJF ที่โด่งดังและหายากมากๆ)
ปัจจุบัน
Bjorn Juhl ทำงานให้กับบริษัท Mad
Professor แล้ว และที่ผ่านมา Bjorn Juhl ได้ออกแบบวงจรให้ LGW เป็น Overdrive
ที่มีกลิ่นออกคล้ายๆ
Overdrive ตระกูล Tube Screamer แต่มีความแตกต่างและปรับได้หลากหลาย ผมทดสอบ LGW
ตัวนี้ด้วยกีตาร์
Fender Japan Telecaster และแอมป์ Victoria 20212 ผมพบว่าแรกๆ
ผมอดนึกถึงเอฟเฟค TS808 หรือ TS9 ไม่ได้จริงๆ แต่เมื่อหมุนปุ่มต่างๆ เพื่อเลือกดูว่าเสียงที่ออกมาเป็นแบบไหนบ้าง
ผมรุ้สึกว่าจริงๆแล้ว LGW ไม่ได้เป็น TS Style เอฟเฟคเลย
แต่สามารถใช้เป็นได้ทั้ง Clean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ได้อีกด้วย
หากใช้งานปุ่ม Body และ Gain อย่างถูกจุด สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน LGW ตัวนี้คือการที่เราแทบไม่รู้สึกถึงการถูกกด
(Compressed) ของเสียงเลย ดังนั้นเสียง Overdrive ที่ได้จะฟังโปร่งสบายหู
ไม่อัดอั้น ให้น้ำเสียงชวนฟังมากกว่าหลายๆ ก้อน (ที่ผมเคยทดสอบ) หากคุณหมุนปุ่ม Level
ขึ้นเยอะๆ
โดยลด Gain ลงมาที่เก้านาฬิกา LGW จะผันตัวเองไปเป็น Clean Boost ดีๆ
ก้อนนึงเลย และถ้าคุณหมุนปุ่ม Level อยู่ราวๆ สิบเอ็ดนาฬิกา Body อยู่ที่เก้านาฬิกา
และ Gain ที่สามนาฬิกา เจ้าก้อนเขียวๆ ตัวเล็กๆ นี้จะกลายเป็น Mid
Gain Distortion ที่คุณใช้เล่น Rock ได้เลย และเจ้าปุ่ม Body นี่แหละครับที่น่าสนใจ
ทำให้คุณได้เสียงที่ใช้งานได้กว้างมากๆ จากเจ้าก้อนเขียวๆ ก้อนนี้
ข้อดี:
เป็น Clean Boost/Overdrive/Mid Gain Distortion ที่เสียงหนา
ใหญ่ ฟังโปร่งสบายหู และ ไม่คอมเพรส ปรับใช้งานได้กว้างคุ้มค่า
ข้อด้อย:
สำหรับคนที่ต้องการ Tone ไว้ใช้ อาจจะขัดใจนิดหน่อย
(เขียนลง The Guitar MAG เมื่อ August 2010)
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
Boost .. Why Boost?
เป็นอีกคำถามที่เป็นคำถามพิมพ์นิยมของชาวเล่นก้อน ว่าก้อน Boost หรือ Booster มันใช้ยังไง ใช้ไปเพื่ออะไร แล้วใช้ก้อนแบบไหนเพื่อเป็น Booster ดี เรื่องเกี่ยวกับ Booster นี้ ก็เหมือนกับ FX ชนิดอ่ืนๆ ครับ ที่มีแนวคิดหลากหลายอยู่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามกำลังทรัพย์ และรสนิยมของผู้เล่นเอง ว่าชอบแบบไหน สูตรไหน อย่างไร เพราะแต่ละสูตรก็ให้ผลแตกต่างกันมาว่ากันถึงการ Boost ก่อน ว่ามันคืออะไร ว่ากันง่ายๆ การ Boost ก็คือการเติมความแข็งแรงให้กับสัญญาณกีตาร์ ก่อนที่สัญญาณนั้นจะวิ่งเข้าสู่แอมป์พลิฟายด์ ซึ่งการเพิ่มความสัญญาณความแข็งแรงนี้ ก็จะทำให้เกิดการ Boost ได้แน่ๆ สองประเภทคือ 1. เพิ่มระดับสัญญาณเพื่อความดังเพิ่มขึ้น โดยไม่มีผลต่อความแตก (distort) และ 2. เพื่อให้สัญญาณเกิด Peak และ Distort เพิ่มให้เสียงแตกมากขึ้น การ Boost ทั้งสองแบบนี้ ถ้านำไปใช้กับ Pedals อื่นๆ ร่วมด้วย อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการวางเพื่อให้เกิดผลสูงสุด
ที่เคยเห็นคุยๆ กัน ส่วนใหญ่ในบ้านเรา ไม่่ค่อยใช้ Booster ตรงๆ เข้าแอมป์พลิฟายด์นัก ฉะนั้นแล้วผมจะคุยถึงกรณีที่ใช้ Booster พ่วงกับเอฟเฟคต์ก้อนอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะให้ผลคล้ายๆ กันครับ และจุดประสงค์ก็เหมือนกันคือการเพิ่มความแรงให้กับสัญญาณกีตาร์ ก่อนที่จะเข้าสู้ Overdrive/Distortion หรือเพิ่มแรงขับหลังจากผ่าน Od/Dist ก่อนที่วิ่งเข้าชนแอมป์พลิฟายด์
กรณีแรก การใช้ Booster เพื่อเพิ่ม Gain หรือเพิ่มย่านความถี่บางย่านไปพร้อมๆ กัน การ Boost ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเพิ่มการแตก สำหรับผู้เล่นที่อยากได้เสียงแตกเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยในช่วงเล่น Lead และต้องการให้เสียงกีตาร์มันโดดออกจากวง มักจะใช้ Pedal ที่ช่วยเพิ่มเสียงกลาง ที่นิยมๆ กัน ก็คือพวก Light Overdrive เช่น Ibanez TS808 / TS9 / Providence: Sonic Drive etc. แต่ต้องคำนึงนิดหน่อย ในกรณีการใช้ Od บางรุ่น บางตัวในการ Boost คุณอาจจะได้เสียงแตกมากขึ้นอีกหน่อย ได้เสียงกลางมาอีก แต่ย่าน Low Frequency จะหายไป ถ้ารับได้ ถือว่าไม่มีปัญหาครับ การ Boost แบบนี้ ส่วนใหญ่จะวาง Booster ไว้หน้า Overdrive/Distortion ตัวหลัก
ถ้าต้องการเพิ่มความดังของเสียง แต่ไม่ต้องการให้โทนเสียงเปลี่ยน การ Boost ในลักษณะนี้ส่วนใหญ่นิยมใช้ Clean Boost เพราะแทบจะไม่เปลี่ยนเสียงกีตาร์เดิม เพียงแค่ยกระดับสัญญาณให้ดังขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะใช้ในกรณีเดียวกันคือต้องการให้เสียงโซโลพ้นจากเครื่องชิ้นอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ก็จะเป็นกลุ่ม Keeley : Katana Clean Boost / Providence: Final Booster / MXR Micro Amp อะไรแถวๆ นี้ การ Boost แบบนี้จะนิยมวางไว้หลัง Od/Dist เสียงจะดังขึ้นชัดเจน
หรือถ้านอกเหนือจากการ Boost สองแบบนี้ ก็อาจจะแยกออกมาเป็นว่า อยากได้ทั้งสัญญาณเสียงที่ดังขึ้นด้วย และอยากได้เกนท์ที่มากขึ้นด้วย การ Boost แบบนี้ส่วนใหญ่จะวางก้อน Boost ไว้หลัง Od/Dist เช่นเดียวกัน แต่ตัว Booster ที่ใช้นั้นอาจจะต้องเลือกมากหน่อยครับ เพราะการวางไว้ด้านหลังนั้น ทำให้แคแรกเตอร์ของ Booster กินเข้าไปในเสียง Od/Dist หลักได้ง่ายสุดๆ ถ้าคุณรับการเปลี่ยนของเสียงได้ นั่นคงไม่มีปัญหา ถ้าคุณรู้สึกไม่ชอบใจ อาจจะต้องเลือกมากหน่อยว่าจะต้องใช้อะไร ที่ผมคุ้นๆ ว่าใช้ดีในกรณีนี้ ก็จะเป็น Analogman DOD250 / YJM / Keeley Katana Boost (ดึงสวิทช์เพิ่มเกนท์) etc.
นักกีตาร์หลายๆ ท่าน ชอบที่จะใช้ Graphic EQ เป็น Booster นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ สามารถใช้ได้ ถ้าคุณสามารถปรับให้ถูกใจได้ เพราะ EQ นั้น คุณสามารถปรับย่านเสียงย่อยๆ ได้เลย แต่ข้อสำคัญ คุณจะต้องรู้ก่อนว่าย่านเสียงแต่ละย่านของ EQ มันเป็นจุดไหนของเสียง เพราะถ้าคุณไม่ชำนาญในการปรับ โทนเสียงกีตาร์ของคุณเองก็จะเสียไปโดยไม่จำเป็น ข้อด้อยอีกจุดที่ผมเจอในการใช้ EQ เป็น Booster คือเรื่องของ Noise และ Compression เพราะถ้าคุณภาพของ EQ ไม่ดีพอ จะทำให้ Signal ของคุณเกิดเสียงรบกวนได้ง่ายๆ และที่สำคัญ EQ box ส่วนใหญ่ จะทำให้เกิดการบีบอัดของเสียงมากกว่าปรกติ แต่อย่าลืมครับว่า สิ่งที่ผมมาคุยให้ฟังนั้น เป็นแนวคิดที่เรียกว่าแนวคิดทั่วๆ ไปที่เค้านิยมใช้กัน คุณสามารถนำเอาไปทดลอง เอาไปปรับแต่งให้เหมาะกับหูของคุณเองได้นะครับ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555
Effect Chain
คำถามที่ผมพบบ่อยมากๆ ในการไปเยือนฟอรั่มเกี่ยวกับเครื่องดนตรีไม่ว่าจะไปเป็นเวปในบ้านเรา หรือแม้กระทั่งเวปเมืองนอก ก็มักจะเจอคำถามที่ว่า "เรียงเอฟเฟคต์กันอย่างไร?" หรือ "ควรจะเอาเอฟเฟคต์ตัวไหนไว้ก่อนตัวไหน?" ปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่เริ่มๆ เล่นก้อน (หรือบางกรณีเพิ่งย้ายค่ายจากมัลติเอฟเฟคต์ มาเล่นเอฟเฟคต์ก้อน)ต้องขอบอกก่อนว่าตามประสบการณ์ของผมที่เล่นก้อนมา ผมไม่คิดว่า เราจะมีสูตรตายตัวในการจัดเรียง FX แบบ 100% บางครั้งความสนุกของการจัดบอร์ด หรือเรียง FX มันก็อยู่ที่การทดลอง ว่าถ้าเอาตัวนั้นไว้หน้าตัวนี้ หรือตัวนี้ไว้ก่อนตัวนั้น มันจะมีผลออกมาอย่างไร ถ้าเราชอบผลที่ออกมา แสดงว่าการจัดเรียงก็นับว่าถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจัดเรียง FX Chain นี้ ก็มีพิมพ์นิยมอยู่ครับ นอกเหนือจากที่ว่าไว้ ก็เชิญชวนให้ไปลองสลับสับเปลี่ยนทดลองกันเองเพื่อความสนุกสนานละกันนะครับ
กลุ่ม Filter/EQ/Tone: กลุ่มนี้เป็น FX กลุ่มที่มีผลกับย่านเสียงและความสมดุลย์ของเสียงต่างๆ เช่นพวก Wah Wah/Auto Wah/Envelope Filter เป็นต้น
กลุ่ม Dynamic Controller: กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ควบคุมเรื่องของความดังสุดและเบาสุด ที่ชาวกีตาร์เราใช้กันบ่อยๆ จะคุ้นเคยกับ Compressor หรือ Limiter (อันนี้ใช้ในการบันทึกเสียงเยอะกว่า)
กลุ่ม Distortion: อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ชาวกีตาร์คุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะมักจะคุยกันอยู่แต่เรื่องแตกมาก แตกน้อย แตกหน้าตู้ และสารพัดจะแตกกัน กลุ่ม Distortion นี้ เป็น FX ที่รวมๆ แล้วก็คือก้อนเสียงแตกที่ไม่ว่าจะเป็น Distortion/Overdrive/Fuzz และรวมไปถึง Overdriven ในแอมป์พลิฟายด์ด้วยนะครับ
กลุ่ม Modulation: เป็นกลุ่ม FX ที่สร้างเสียงที่มีความเป็นเอกลักษณ์ อาจจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับการเล่นกีตาร์ FX ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่พวก Phaser/Chorus/Vibrato
กลุ่ม Intelligence Processor: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีผลกับระดับเสียง และอาจจะสร้างเสียงคู่ขนานไปกับเสียงหลัก เช่นพวก Pitch Shifter/Harmonizer/Octavers
กลุ่ม Volume: ชัดเจนอยู่แล้วว่าเล่นกับระดับเสียงดังเบาของกีตาร์ ก็เช่นพวก Foot Volume
กลุ่ม Time Based Effect: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจะจำเป็นและน่าจะเป็นกลุ่มที่ถูกใช้งานบ่อยรองจาก Distortion เพราะเป็นกลุ่มที่ช่วยเรื่องการจำลองเสียงสะท้อน เช่น Delay หรือ Reverb
กลุ่ม Noise Gate: เป็นกลุ่มสุดท้ายที่นิยมเอาไว้ท้ายสุดของ Chain (แต่บางคนก็ชอบเอาไว้หน้าสุด อย่างที่บอกไว้แต่แรกแหละครับ ว่ามันไม่มีกฏตายตัว) กลุ่่มนี้เป็นกลุ่ม FX ที่ช่วยตัดเสียงรบกวน เสียง Hum เสียงจี่ที่อาจจะเกิดจากปิ๊กอัพแบบซิงเกิ้ลคอยล์ หรือ จำนวน Distortion ที่มากเกินไป FX Noise Gate นี้จะมีผลตอน "หยุด" เล่นเท่านั้นนะครับ เช่นพวก Decimator/Noisegate
เมื่อว่ากันตามกลุ่ม FX ที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น โดยปรกติแล้ว Effect Chain ก็จะมีการจัดเรียงดังนี้:
Filter --> Dynamics --> Distortion --> Modulation --> Pitch FX --> Volume --> Time Based --> Gate
ย้ำกันอีกสักทีครับ ว่าการจัดเรียงที่ผมเอามาเล่าให้ฟังนี้ เป็นเพียงแค่ "พิมพ์นิยม" ที่เค้านิยมกัน ส่วนจะถูกรสนิยม หรือถูกใจ ถูกหูคุณๆ หรือไม่นั้น ผมแนะนำให้ลองทดลองสลับไปสลับมากันเอาเองจนกว่าจะผสมเจอเสียงในแบบที่คุณชอบกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนที่กำลังอยากจะลองจัดบอร์ดนะครับ
วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555
EMP Treatment Strings
![]() |
| Cleartone Electric Set |
จั่วหัวเรื่องแบบนี้ คุณๆ คงจะมีคำถามในใจว่า หมอนี่มันพยายามจะพูดถึงอะไรกันหล่ะ ผมกำลังจะคุยต่อเนื่องจากบทความที่เกี่ยวกับสายกีตาร์ชนิดเคลือบ (Coated Strings) เพราะสายกีตาร์ชนิดนี้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่นักเล่นกีตาร์/เบส และอย่างที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า โดยปรกติ สายกีตาร์ชนิดเคลือบนั้นจะใช้ Teflon เคลือบสายในความหนาที่พอเหมาะ เพื่อช่วยให้สายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้สายชนิดเคลือบ ก็ก่อให้เกิดสิ่งที่อาจจะไม่พึงประสงค์ไปบ้าง เช่น ความลื่นของสายที่เกิดจากการเคลือบ โทนเสียงที่เปลี่ยนไปจากปรกติ (เมื่อเทียบกับสายชนิดไม่เคลือบ) ในบางแบรนด์อาจจะเกิดเสียงใส และแหลมขึ้น และในบางกรณีก็อาจจะเกิดขุยเมื่อถูกดีดบ่อยๆ หรือในจุดที่มือสัมผัสบ่อยๆ ซึ่งข้อด้อยเหล่านั้น ก็เป็นปัญหาและจุดด้อยที่นักกีตาร์หลายๆ ท่าน ที่ถึงแม้จะยินดีกับอายุการใช้งานของสายที่มากขึ้นก็ตาม
ก่อนที่ผมจะไปว่ากันถึงเรื่องของ Enhanced Molecular Protection ว่ามันคืออะไรนั้น ก็ขอย้อนกลับไปพูดถึงสาเหตุที่ทำให้สายเกิดสนิมกันเสียก่อน การที่สายกีตาร์จะขึ้นสนิมนั้น มักเกิดจากการที่มือของเราเมื่อสัมผัสกับสายมากๆ บ่อยๆ จนเกิดเหงื่อ และเหงื่อของเรานั้นก็จะมีความเค็มอยู่ ดังนั้นเมื่อสัมผัสกับสายกีตาร์บ่อยๆ เข้า ก็สามารถทำให้เกิดสนิมเป็นธรรมดาตามหลักวิทยาศาสตร์ จึงทำให้อายุการใช้งานของสายกีตาร์สั้นลง ในบางกรณีเพียงแค่ 2 วัน สายก็แย่แล้ว ดังนั้น เราจึงต้องขอบคุณหลายๆ บริษัทที่ทำการออกแบบสายกีตาร์ชนิดเคลือบออกมาให้เราได้ใช้กัน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีจุดด้อยในหลายๆ จุดดังที่ผมได้เรียนให้ทราบไปแล้วในย่อหน้าแรก
![]() |
| Acoustic Set which is a flagship of Clearton String |
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปเจอสายกีตาร์แบรนด์หนึ่งที่ 2012 Namm Show ซึ่งเค้าได้โฆษณาไว้ว่า บริษัทของเขาทำสายกีตาร์ที่เรียกได้ว่าชนิดเคลือบเหมือนกัน แต่กรรมวิธีในการเคลือบนั้น แตกต่างจากการเคลือบสายปรกติที่เจ้าอื่นๆ เค้าทำกัน ผมมีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงใช้เวลาระยะใหญ่ๆ พูดคุยกับ Joe Iacobellis ประ ธานบริษัท Cleartone Strings ซึ่ง Joe ก็เล่าถึงกรรมวิธีของสายเคลือบในแบบ Enhanced Molecular Protection (EMP) ไว้ว่า ปรกติสายเคลือบต่างๆ ก็มีข้อดีของมันแน่ๆ อยู่อย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องของอายุการใช้งานที่แน่นอนว่ายาวนานกว่า สายปรกติที่ไม่เคลือบ แต่ก็มีข้อด้อยอยู่ ถ้าการเคลือบสายเคลือบหนาเกินไปเสียงก็จะเปลี่ยน และเป็นขุยเมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง ดังนั้น Cleartone Strings ก็ค้นคว้าและใช้วิธีใหม่ในการดูแลสาย (Joe เน้นว่าเขาอยากเรียกว่า Treated มากกว่า Coated) เพราะวิธีของ Cleartone นั้นนับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในการผลิตสายที่ไม่ใช้การเคลือบแบบปรกติ แต่เป็นการเอาโมเลกุลของสารเคลือบละลายติดเข้าไปในเนื้อเหล็กของสายกีตาร์เลย วิธีนี้เป็นวิธีที่มีข้อดีข้อแรกคือ ทำให้สารเคลือบที่เกาะบนสายกีตาร์นั้นมีความหนาเพียงแค่ 1 micron (นั่นหมายถึงบางกว่าสายเคลือบทั่วๆ ไปเป็นหลายสิบ หลายร้อยเท่า) ดังนั้นความรู้สึกว่าผิวสัมผัสลื่นกว่าปรกตินั้นเป็นอันว่าหมดไป ข้อสอง การดูแลสายแบบ EMP นี้ เมื่อโมเลกุลของสารเคลือบละลายติดกับสายเลยนั้น ทำให้ปัญหาการ Flaked หรือเป็นขุยนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง หมดความรำคาญสำหรับคนที่เล่นกีตาร์แล้วรำคาญจุดที่เป็นขุยเมื่อสัมผัส และข้อสาม เมื่อเคลือบบางมากๆ โทนเสียงกีตาร์ก็จะไม่เปลี่ยน และคงความเป็นธรรมชาติ 100% เหมือนกับสายที่ไม่เคลือบ Joe ยังย้ำว่าสายของเขาเป็นสายที่เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่สำหรับสายกีตาร์ชนิดเคลือบที่มั่นใจว่าแตกต่างอย่างแน่นอน ถึงกระนั้น Joe ก็ยังบอกว่า สายกีตารชนิดเคลือบก็ยังคงเป็นสายกีตาร์ที่ผลิตจากเหล็กและอัลลอย์ดผสมดังนั้นอย่าคาดหวังว่ามันจะไม่เกิดสนิมเลย แต่จะเกิดช้ากว่าปรกติ ขึ้นกับเหตุผลทางชีวภาพของผู้เล่นแต่ละคน
![]() |
| การเปรียบเทียบจำนวนเซ็ตระหว่างสายปรกติ กับ สาย Cleartone Strings |
ก่อนจาก Joe ยังฝากคำคมไว้ให้ฟังอีกหนึ่งประโยคว่า "ยอมรับกันเถอะว่า การเปลี่ยนสายบ่อยๆ มันน่า
เบื่อจะตายไป แต่การทู่ซี้ทนเล่นกีตาร์ที่สายกีตาร์มันตายไปแล้ว ยิ่งหดหู่กว่ามาก ดังนั้นยอมจ่ายแพงขึ้นอีก
นิด ใช้สายเคลือบที่ผลิตมาดีๆ มันช่วยให้เล่นกีตาร์มีความสุขขึ้น ในระยะเวลายาวนานขึ้น และที่สำคัญไม่ต้องเปลี่ยนสายกันบ่อยๆ"
Cleartone Strings ยังคงเพิ่มความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยการรับเอาสายกีตาร์แบรนด์อคุสติกที่เรียกว่าเป็นระดับเจ้าพ่อของวงการ คือ Martin Guitars มาทำการเคลือบด้วยเทคโนโลยี่ EMP ดังที่เราจะเห็นในตลาดว่าเป็น Martin Strings: Lifespan และยังได้รับความไว้วางใจจากกีตาร์โปร่ง Larivee' ใส่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย
*** มีข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนของผมที่ทำปริญญาเอกด้าน Nano Technology ของมหาวิทยาลัยจุฬาอธิบายให้ผมฟังสั้นๆ ไว้้ว่า "Lab ทางผมก็มีอาจารย์ที่จบจาก MIT ทำอยู่ครับ เป็นการเคลือบที่พยายามทำให ้ cluster ของอนุภาคสารที่ใช้เคลือบรั กษาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางให้ อยู่ในระดับนาโนครับ (ส่วนความหนาในการเคลือบจะใ ห้หนาเป็นไมครอนตามที่บทควา มนี้บอกก็ได้ครับ) การที่สารมีขนาด cluster ในระดับนาโนนี้จะทำให้พื้นท ี่ผิวของสารที่ใช้เคลือบมีม ากขึ้น ดังนั้นการปกป้องก็จะดีขึ้น ด้วยครับ แต่ปกติเทคโนโลยี่อันนี้จะใ ช้ในกระจังหน้าของรถ truck ในอเมริกาครับ โดยจะเคลือสารพวก alloy ไว้ เวลาวิ่งผ่านทะเลทรายหรือพา ยุหิมะก็จะทำให้การกัดกร่อน ของกระจังหน้าลดลงด้วยครับ" ***
Cleartone Strings ยังคงเพิ่มความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยการรับเอาสายกีตาร์แบรนด์อคุสติกที่เรียกว่าเป็นระดับเจ้าพ่อของวงการ คือ Martin Guitars มาทำการเคลือบด้วยเทคโนโลยี่ EMP ดังที่เราจะเห็นในตลาดว่าเป็น Martin Strings: Lifespan และยังได้รับความไว้วางใจจากกีตาร์โปร่ง Larivee' ใส่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย
*** มีข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนของผมที่ทำปริญญาเอกด้าน Nano Technology ของมหาวิทยาลัยจุฬาอธิบายให้ผมฟังสั้นๆ ไว้้ว่า "Lab ทางผมก็มีอาจารย์ที่จบจาก MIT ทำอยู่ครับ เป็นการเคลือบที่พยายามทำให
![]() |
| ผม - Joe - ยอด |
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555
Modified DS-1 Distortions
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ดนตรี
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า DS-1 ก้อนส้มๆ ที่เรามองเห็นจนคุ้นตา เป็นจุดเริ่มต้นของนักกีตาร์เก่งๆ
หลายคน จวบจนทุกวันนี้ DS-1 ก้อนส้มๆ ก็ยังคงเป็นอันดับแรกๆ ที่ผู้คนเลือกหามาใช้งานหากถึง Distortion
ที่ไว้ใจได้สักก้อนหนึ่ง ในปัจจุบันเจ้า
DS-1 ก็ถูกเอนจิเนียร์เก่งๆ
มากมายหลายคนนำเอาวงจรมาปรับปรุงเพื่อจะทำให้เจ้านี่ทรงพลังขึ้น
เสียงดีขึ้นและแน่นอนว่าทางฝั่ง USA มีแบรนด์ที่โมดิฟายด์เจ้าก้อนส้มนี้จนได้รับความนิยมสุดสูงมีอยู่ 3
แบรนด์ด้วยกัน
คือ Keeley Electronics / Analogman Guitar Effects / Tone Factor วันนี้เราจะมาพูดถึง
DS-1 โมดิฟายด์จากทั้งสามค่ายเลยครับ
Keeley DS-1 Ultra Mod (อัลตราม๊อด
จาก คีย์ลี่ อิเล็คทรอนิกส์)
โด่งดังสุดขีดเมื่อเจ้า DS-1 Ultra Mod ไปอยู่บนบอร์ดเอฟเฟคของ
Steve Vai และ Joe Satriani แต่ว่าเราจะมาคุยกันต่อครับว่ามันดีอย่างไร เจ้า DS1-Ultra ก้อนนี้ ทาง Keeley
ยังคงรูปแบบเซอร์กิตเดิมๆ
ไว้ แต่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคาปาซิเตอร์ และ รีซิสเตอร์บนวงจรโดยใช้ของเกรดสูงๆ
จำพวก Metal Film รีซิสเตอร์
และ Poly คาปาซิเตอร์
ผลที่ได้ทำให้ DS1-Ultra
ตัวนี้มีเสียงรบกวนน้อยมาก (Low Noise) และทำให้เสียงคมชัดขึ้น และ
มีเลเวลของเอฟเฟคดังขึ้น ที่สำคัญทำให้เกนท์ฟังดูพุ่งเป็นกลุ่มๆ ไม่กระจาย (Focus
ดีขึ้น) .
เจ้าก้อนส้มก้อนนี้มีสองโหมดให้เลือกใช้คือเมื่อสวิทช์เล็กๆ อยู่ด้านบน หากสวิทช์อยู่ตำแหน่งบนจะเป็น Seeing
Eye Mode จะให้เสียงแตกใกล้เคียงกับเสียงแบบเดิมๆ
ของ DS-1 แต่เมื่อดีดแรงขึ้นไฟจะสว่างขึ้นวาบๆ
และเสียงแตกจะวิ่งผ่าน LED นี้ทำให้เพิ่มเกนท์อีกเล็กน้อย
ส่วนเมือปรับสวิทช์มาอยู่ตำแหน่งด้านล่างจะเป็น Ultra Mode เราจะได้ซาวด์ที่ใหญ่โตโอราฬมากๆ
เกนท์เยอะขึ้น ซาวด์คมกริบชัดขึ้น และได้ฮาร์โมนิก และ
ไดนามิกที่ดีกว่าปรกติอีกมาก ไม่ผิดหวังสำหรับการได้ทดสอบ Keeley: DS-1
Ultra Mod จากค่าย
Keeley Electronics
Analogman DS-1 Pro/Mid Range (โปร/มิดเรนจ์
จาก อนาล๊อกแมน)
ไมค์ พีร่า
เจ้าของบริษัทอนาล๊อกแมนเป็นกูรูด้านเอฟเฟควินเทจ
และมีความรู้ลึกรู้จริงด้านเอฟเฟคที่เป็นอนาล๊อกมากๆ คนนึงในอเมริกา
ดังนั้นเราก็พอจะเดาได้ว่า DS-1 ของเขาหลังจากผ่านมือเขาโมดิฟายด์แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร ไมค์ให้ความเห็นไว้ว่าโดนพื้นฐานแล้ว
DS-1 เดิมๆ
มีย่าน Mid ที่ถูก
Scoop มากๆ
(เสียงกลางจมนั่นเอง) ดังนั้นการโมดิฟายด์แบบของเขาจะลดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็งให้ DS-1
มีพละกำลังและเสียงที่กลมกล่อมและบาลานซ์มากขึ้น
ไมค์ได้ทำการเปลี่ยนชิพจากเดิมๆ มาเป็น JRC Op-Amp ทำให้เสียงฟังดูมีความอุ่นไม่คมกริบ
และ เพิ่มปุ่ม Mid Range ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานปรับให้ย่านเสียงกลางพอดีกับที่ตัวเองชอบ
และจุด 10 นาฬิกาจะเป็นจุดที่เป็นเสียงกลาง
ณ จุดที่ยังไม่ถูกโมดิฟายด์.
การโมดิฟายด์ของอนาล๊อกแมนจึงเป็นการโมดิฟายด์เพื่อให้เสียงออกวินเทจ และ
เสียงฟังดูอุ่นกว่าและใช้งานได้ดีด้วยกับเกนท์ต่ำๆ
DS-1 Black Light จากค่าย Tone Factor เป็นอีกเจ้าที่น่าจับตามองเพราะว่าทำการโมดิฟายด์
DS-1 ออกมาได้อย่างน่าประทับใจมากๆ
ด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ภายใน (ทั้งคาปาซิเตอร์ และ รีซิสเตอร์) ใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง
และ ทำการปรับปรุง EQ ของก้อนเดิมให้มีย่าน
Mid เพิ่มขึ้นอีกตัว
ถึงแม้ว่า Tone Factor จะไม่ได้โมดิฟายด์อะไรเพิ่มให้มีหลากหลายโหมด
แต่เท่าที่มีก็เป็นการแก้ไขจุดบกพร่องพื้นฐานของ DS-1 ให้มีสมรรถณะสูงขึ้น เราจะได้ยิน Mid
Range ที่ดีขึ้น
ย่านเสียงเบสที่แน่นขึ้น และย่านเสียง Treble ที่กลมกล่อมไม่บาดหู
และเกนท์ที่หนักแน่นสามารถใช้งานเล่นได้หลากหลายแนวเพลงทีเดียว และราคาของ Black Light ก็น่าสนใจมากๆ อีกด้วย
ราคา:
Keeley: DS-1 Ultra 6,700
บาท
Analogman: DS-1 Pro/Mid Range 6,500 บาท
Tone Factor: DS-1 Black Light 3,900 บาท
สนใจติดต่อ Pedals’ Park: Music
Playground 0818131595 หรือ
0846749944
หรือแวะไปชมที่ร้านเขาได้เลยที่อาคารไทม์สแควร์
ถนนสุขุมวิท ใกล้แยกอโศก รถไฟฟ้าสถานีอโศกครับ
The Dream Factory
Fender เป็นกีตาร์แบรนด์ดังแบรนด์หนึ่ง ถือเป็น 1 ในสองแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของคนเล่นกีตาร์ ขนาดว่ามีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า ไม่ว่าจะเล่นกีตาร์อะไรเจ๋งและเฟี้ยวแค่ไหน สุดท้าย คุณจะกลับมาเล่น Fender จนได้ ผมเป็นคนหนึ่งละที่เชื่อแบบนั้น เพราะว่าเจอมากับตัวแล้ว ผมเคยสนใจเล่นกีตาร์สวยๆ เท่ห์ๆ วัยรุ่นๆ มาหลากหลาย สุดท้ายก็ต้องกลับมาหลงเสน่ห์ของ เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบความสวยแบบที่เค้าเปรียบกันว่าเซ็กซี่เหมือนทรวดทรงองค์เอวของสาวๆ ในแบบ Stratocaster หรือจะดูเข็มแข็งบึกบึน แบบ Telecaster หรือจะเป็นแนวๆ แบบ Jazz Master / Jaquar หรือ Jazz Bass / Precision Bassถ้าคุณเป็นคนที่สนใจกีตาร์ Fender แหละหลงไหลในเสน่ห์ของแบรนด์นี้ แน่นอนว่าคุณจะต้องรู้ว่าปัจจุบันนี้กีตาร์ Customshop ของ Fender เป็นที่นิยม และเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก และข้อที่ทำให้ Fender CS มีคุณค่าในสายตาของนักเล่น นักสะสม ส่วนหนึ่งก็มาจากกีตาร์หลายๆ ตัว ถูกออกแบบ และถูกผลิตให้มีจำ นวนจำกัด เพื่อเพิ่มมูลค่าของกีตาร์ ซึ่งทาง Fender ก็ทำสำเร็จอย่างงดงาม อย่างเช่นกลุ่มพวก Tribute Series ก็มีตัวอย่างเช่น SRV No.1 / John Mayer "The Black One" / Yngwie Malmsteen "Play Loud" เป็น
ต้น
ผมหยิบยกเอาเรื่องราวของ Fender Customshop มาเล่าเกริ่นให้ฟัง ก็เพราะอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จัก
กับหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะแก่การซื้อหามาเก็บไว้บนหิ้ง หรืออ่านเพื่อเอาความรู้ข้อมูลเบื้องลึกของ Fender Customshop หรือแม้กระทั้งซื้อมาเปิดดูเอาความ "หลอน" ให้ความอยากได้กีตาร์มันอาการหนักขึ้น หนังสือ เล่มนี้น่าจะตอบสนองได้ทุกเหตุผลที่ว่ามา ผมกำลังพูดถึง Tom Wheeler's "The Dream Factory" หนังสือปกแข็งสวยงาม ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของแผนก Fender Customshop/Master build ของบริษัท Fender นั่นเอง
The Dream Factory รวบรวมเอาข้อมูลต่างๆ ของ Fender CS ตั้งแต่ยุคก่อตั้งซึ่งมีแค่เพียง John Page กับ Michael Stevens เพียงสองคน จนกระทั่งได้รับความนิยม จนมีช่างทำกีตาร์ดังๆ หลายคนเช่น John English (ล่วงลับไปแล้ว) George Blanda, Fred Stuart จนมาถึงในยุคปัจจุบันเช่น John Cruz, Todd Krause, Jason Smith, Greg Fressler และอื่นๆ อีกหลายคน รวมไปถึงป้า Abigail Ybbarra ช่างพันปิ๊กอัพที่เริ่มต้นทำ
งานกับ Fender มาตั้งแต่ปี 1956 ในหนังสือยังมีเรื่องราวของการออกแบบและสร้างสรรค์กีตาร์รุ่นลายเซ็นต์
(Signature) ของหลายๆ คนเช่น Eric Clapton, Danny Gatton ให้คุณได้อ่านอย่างสนุก และอย่างน้อยๆ ถ้าคุณๆ เบื่อที่จะอ่านอะไรยาวๆ นานๆ แค่พลิกดูรูปสวยๆ ของกีตาร์และรูปอื่นๆ ที่มีอยู่มากกว่า 500 ภาพ แค่
นั้นก็น่าจะทำให้คุณหลอนอย่างยาวๆ แล้วหล่ะครับ
ผมคิดว่า The Dream Factory เป็นหนังสือที่คนบ้ากีตาร์อย่างผม อย่างคุณไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง เป็นหนึ่งในหนังสือที่รวบรวมสิ่งละอัน พันละน้อยที่เกี่ยวกับ Fender CS ในแทบทุกแง่ทุกมุม มากพอที่จะทำให้คุณหลงไหลกับความตั้งใจจริง รู้จริง และมีผลงานเจ๋งๆ ออกมาจริงๆ จากกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งซึ่ง
สร้างชื่อมาด้วยการผลิตกีตาร์ดีๆ ออกมาจนได้รับการยอมรับและเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่ง ต้องมีครับสำ
หรับหนังสือ Tom Wheeler's: The Dream Factory เล่มนี้
(เข้าใจว่า ถ้าคุณอ่านข้อเขียนของผมแล้ว อยากไปหามาอ่านบ้าง ทางร้าน Music Concept มีขายนะครับ ลองโทรไปถามเขาได้ที่ 02-255-6448)
วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555
"TaTar" Telecaster
![]() |
| โลโก้ Playboys Return ออกแบบโดย Vud V74 |
เจ้ากีตาร์สีหวานแหว๋วตัวนี้ ผมเรียกเค้าว่าเป็น PbR T-Style (ซึ่ง T ก็ย่อมาจากทรง Telecaster นั่นหล่ะ) ที่เป็น PbR ก็เพราะว่าผมเล่นดนตรีอยู่ในวงชื่อ Playboys Return ก็เลยอยากได้กีตาร์ที่มีโลโก้ของวง (มีน้องวุดส์ V74 เป็นผู้ออกแบบโลโก้ให้) บนหัวกีตาร์เพื่อความเท่ห์ (หรือเปล่านะ?) ไอเดียเริ่มต้นของผมก็คือต้องการกีตาร์ทรง Telecaster ที่ไม่จี่ และมีสีแบบที่ผมชอบเพื่อเอาไว้เล่นดนตรีแนว Blues/Hard Rock/Modern Country Rock ได้ และที่สำคัญ ผมตั้งงบสำหรับกีตาร์ตัวนี้ไว้ว่าไม่เกิน 50,000 รวมทุกสิ่ง
ปรกติ ถ้าเราอยากได้กีตาร์ในแบบของเราเอง 100% บริษัทใหญ่ๆ เช่น Fender, Paul Reed Smith, Suhr หรือ Tom Anderson ก็จะสามารถสั่งได้ แต่คุณอาจจะต้องเตรียมเงินไว้ราวๆ 100,000 - 400,000 บาท เลยที
เดียว ซึ่งผมว่าสำหรับคนที่มีงบจำกัด ราคาแถวๆ นั้นก็เกินเอื้อมไปมากๆ การตั้งงบไว้ก็จะมีประโยชน์มาก
ในการตัดสินใจทำกีตาร์แบบนี้
หลังจากได้ไอเดียทั้งหมดแล้วว่าต้องการอะไรบ้างบนกีตาร์ เรื่องถัดมาก็เป็นการสั่งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบแล้ว ผมใช้บริการจากบริษัทชื่อ Warmoth (www.warmoth.com) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตบอดี้และคอกีตาร์ขายมานานแล้ว และเป็นที่เชื่อมั่นว่าจะได้บอดี้และคอคุณภาพดีอย่างแน่นอน ซึ่งการสั่งจาก Warmoth นี้ ก็สามารถสั่งผลิตใหม่ได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นทรงบอดี้ ขนาดคอ, Radius ก็สามารถให้เค้า
ผลิตได้ตามใจเราได้เลย แต่ถ้าคุณไปดูที่ Section ชื่อ Showcase เค้าจะมีบอดี้/คอ ที่ผลิตสำเร็จรูปแล้ว แบบนั้นก็จะราคาถูกหน่อย ถ้าสั่งใหม่ก็จะแพงขึ้นประมาณ 20-30%
หลังจากสั่งบอดี้และคอแล้ว พวกฮาร์ดแวร์ผมก็เลือกใช้ Tuning Machine ของ Sperzel โดยสั่งจาก www.stew-mac.com สั่ง Bridge/Saddles จาก Callaham Guitars ซึ่งอันนี้พอดีว่าทาง Pedals' Park มีสต๊อกเป็นประจำ ผมเลยไม่ต้องสั่งอะไรมาก มาถึงปิ๊กอัพและระบบอิเลคทรอนิกส์ที่ยากนิดหน่อย เพราะผมต้องการ Zero Hum ปิ๊กอัพที่เป็น Single Coil ด้วย ตัวเลือกก็จะเหลือแค่ Seymour Duncan หรือ Dimarzio
ผมเลือกใช้ Dimarzio เพราะเหตุผลว่ามีสีขาวตามที่ผมออกแบบไว้ ผมเลือกใช้ตัวใกล้คอเป็น Cruiser เพราะ
เอาท์พุทต่ำ เหมาะกับเล่น Blues และใช้ Tone Zone ที่ตัวใกล้สะพานสายเพราะกะว่าจะให้ Rock กันเต็มที่
ส่วนระบบอิเลคทรอนิกส์ผมสั่ง Pot Volume/ Pot Tone เป็นแบรนด์ชื่อ Alessandro เนื่องเพราะอยากลองว่า
ที่เค้าชมกันนักหนาว่าแบรนด์นี้ทำพวกของเหล่านี้ได้ดี ซึ่งก็ดีจริง แต่คุณจะต้องจ่ายแพงกว่า Pot ปรกติประมาณ 3 เท่า ส่วนพวกฮาร์ดแวร์อื่นๆ เช่น Knobs หรือ Cover Plate ก็ซื้อจากร้าน Music Concept นี่แหละ
เป็นอุปกรณ์แท้ๆ ของ Fender เลยครับง่ายดี
ส่วนการทำสีอะไรต่างๆ ผมให้ช่างผู้ชำนาญในบ้านเราทำให้ โดยใช้บริการของพี่โชค Zith Guitars ช่วย
ประกอบและทำสีอะไรต่างๆ ให้ ซึ่งผมก็ได้งานที่น่าพอใจเป็นอย่างมากครับ ทั้งหลายทั้งปวงกับกีตาร์ตัวนี้
ผมใช้งบประมาณไปทั้งหมดคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณ 48,000 บาท ซึ่งก็อยู่ในงบ และได้กีตาร์รูปลักษณ์ หน้าตา
และเสียงที่น่าพอใจมากๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น การประกอบกีตาร์เองแบบนี้ คุณๆ ทั้งหลายที่คิดจะทำ ต้องมั่นใจว่าจะ
อยู่กับกีตาร์ตัวนี้ได้นานๆ เพราะถ้าคิดจะขายต่อ อาจจะไม่มีใครอยากได้ นอกจากจะขายราคาถูก ซึ่งถ้าสำ
หรับคนขี้เบื่อ ผมไม่แนะนำให้ทำครับ
ผมมีคลิปเสียงที่นำเอากีตาร์ตัวนี้ไปเล่นในงาน Live After Floo 2011 มา ซึ่งเสียงก็ดีน่าพอใจครับ
วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555
Coated Guitar Strings?
สิ่งหนึ่งที่หมู่เราชาวกีตาร์จำเป็นที่จะต้องใช้แทบจะทุกบ่อยไม่ว่าคุณๆ จะเป็นมือกีตาร์ที่เล่นเอามันส์อยู่ที่่บ้าน เป็นมือกีตาร์ที่เล่นเป็นอาชีพทุกคืนๆ หรือเล่นในสตูดิโอ ก็คือสายกีตาร์ ปัจจุบันบริษัทที่ผลิตสายกีตาร์หลากหลายบริษัทก็พยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าของพวกเขาเองให้มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการยืดอายุการใช้งาน และความเป็นธรรมชาติของเสียง
สายกีตาร์ชนิดหนึ่งที่น่าจะเรียกว่าเป็นนวตกรรมใหม่และมีตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสายที่เรียกว่า Coated Strings หรือที่เราเรียกๆ กันว่าสายกีตาร์ชนิดเคลือบ สายกีตาร์ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะนำเอาสาย 4-5-6 ที่เป็นสายใหญ่ (wound strings) ไปทำการเคลือบ ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่เราเรียกกันว่า Teflon และจุดมุ่งหมายในการเคลือบสายนี้ หลักๆ แล้วมีความต้องการที่จะทำให้เกิดสนิมช้าที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วการเกิดสนิทกร่อนสายนั้นถือเป็นเรื่องปรกติ เพราะว่าหลังจากเราๆ เล่นกีตาร์มือของเราจะมีสภาพความเปียกชื้นที่เกิดจากเหงื่อ ซึ่งมีเกลือผสมอยู่ นั่นเป็นเหตุหลักๆ ทำให้สายกีตาร์เกิดสนิม ส่วนจะขึ้นเร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับหลักชีวภาพของแต่ละท่านแล้วหล่ะว่ามีเกลือผสมในเหงื่อกันมากแค่ไหน อีกสาเหตุหนึ่งคือการดูแลกีตาร์ของคุณๆ เองด้วยครับ ว่าปล่อยให้ Frets มีสนิมเกิดขึ้นบ้างไหม สายจะมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ถ้าคุณดูแลรักษาเฟรตจุดที่สัมผัสกับสายให้ดีด้วยเช่นกัน
การ Coated หรือ เคลือบสายนั้นนอกจากจะช่วยป้องกันให้สายมีอายุยืนยาวแล้ว บริษัทบางแห่งที่ผลิตสายชนิดนี้ ยังบอกว่าการเคลือบสายอย่างถูกวิธี จะช่วยลดเสียงเอี๊ยดๆ อ๊าดๆ เวลาที่นิ้วมือของเรารูดไปตามสาย (ยามเปลี่ยนคอร์ด ในกรณีกีตาร์อคุสติกจะได้ยินชัดเจน) หรือบ้างก็ว่าช่วยทำให้ความตึงของสายมีการยืดหยุ่นที่เหนียวแน่นมากขึ้น จึงทำให้การตั้งสายแม่นยำกว่าสายปรกติ (ที่ไม่เคลือบ) และบางแห่งก็ระบุว่า การเคลือบสายนั้นทำให้เฟรตสึกช้าลง และการ Coated สายนี้ ยังทำให้บางบริษัทเกิดไอเดียบรรเจิดลงสีสรรพ์สวยงามลงไปบนสารที่เคลือบสายอีกด้วย แต่การเคลือบสายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ สิ่งที่ผู้ผลิตสายกีตาร์จำต้องคำนึงถึงให้มากคือความหนาของการเคลือบ และจำเป็นต้องเคลือบให้สม่ำเสมอไปตลอดทั้งความยาวของเส้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลที่ตามมาคือผู้เล่นจะรู้สึกถึงจุดสะดุดในบางช่วงของสาย บางคนอาจจะเล่นไม่ถนัด พาลเกลียดสายเคลือบไปเลย
สายกีตาร์แบบ Coated นี้ ในปัจจุบัน ตามท้องตลาดก็มีให้เลือกใช้อยู่มากมายหลายแบรนด์ครับ บ้างก็ดีไซน์และผลิตมาได้ดี บ้างก็ผลิตมาได้ค่อนข้างจะแย่หน่อย ผมว่ากันเรื่องข้อดีของสายแบบ Coated ไปแล้วในย่อหน้าบน ทีนี้เรามาดูข้อด้อยของสายแบบเคลือบกันบ้างดีไหมครับ เพราะของทุกๆ อย่างบนโลกนี้มันไม่มี Perfect อยู่แล้ว อันนี้ผมจะพูดถึงสายเคลือบบางชนิดที่ทำมาได้ค่อนข้างแย่ (ตามประสบการณ์นะครับ) จุดแรกที่พบเจอคือเรื่องของการลดความเอี๊ยดอ๊าดขณะเล่น เป็นเรื่องจริงครับ แต่บางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยผิวสัมผัสที่ลื่นกว่าปรกติในสายเคลือบบางชนิด หรือ บางแบรนด์ ทำให้การดันสายทำได้ยากขึ้นเพราะความลื่นของสายที่มากกว่าปรกติ
ต่อมาเรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือสภาพความเป็นขุยของสาย เมื่อใช้ไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสภาพความเป็นขุยนี้มักเกิดจากการถูกสัมผัสและกระแทกกระทั้นบ่อยๆ เช่นจุดของสายที่ถูกปิ๊กดีดกระทบบ่อยๆ ตรงนั้น สารเคลือบจะหลุดก่อนทำให้เข้าถึงเนื้อในของสาย และยิ่งถ้าเป็นสายแบบสีๆ ก็ดูไม่สวยงามเหมือนเดิมแล้วหล่ะครับ และถ้าเป็นขุยในจุดที่เราวางนิ้วบนฟิงเกอร์บอร์ด ก็ยิ่งมีผลต่อผิวสัมผัสขณะเล่นอีกด้วย อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายนิ้วขณะเล่น
ทั้งนี้ทั้งนั้น Coated Strings ก็ยังถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่ดีของสายกีตาร์ที่ผลิตออกมาให้เราได้ใช้กัน นึกภาพร้านขายกีตาร์ที่มีกีตาร์ดีๆ ราคาสูงๆ แขวนตากลมแอร์ตลอดวัน โดยไม่ถูกเล่น แน่นอนว่าจะต้องเกิด Oxide เกาะอย่างแน่นอน? และถ้าหากใช้สายกีตาร์แบบปรกติ จะมีอายุการใช้งานเท่าไหร่? และ กีตาร์ที่มีสายที่เรียกว่า Dead ไปแล้ว เวลามีคนมาลองเล่นจะประทับใจเสียงได้มากน้อยแค่ไหน? หรือในกรณีอย่างเราๆ ที่เล่นกันที่บ้าน ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ทำให้ยืดเวลาการเปลี่ยนสายในแต่ละครั้งไปพอสมควร ตัดขั้นตอนที่ต้องดูแลเปลี่ยนสายกันบ่อยๆ ใช่ไหมครับ?
ท้ายนี้ ผมเอาคลิปมาแปะไว้ให้คุณได้ลองทายกันเล่นสนุกๆ ครับว่า คุณสามารถบ่งบอกได้ไหมว่ากีตาร์ตัวไหนใส่สายเคลือบไว้ และ ตัวไหนเป็นสายปรกติ? :D
สายกีตาร์ชนิดหนึ่งที่น่าจะเรียกว่าเป็นนวตกรรมใหม่และมีตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสายที่เรียกว่า Coated Strings หรือที่เราเรียกๆ กันว่าสายกีตาร์ชนิดเคลือบ สายกีตาร์ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะนำเอาสาย 4-5-6 ที่เป็นสายใหญ่ (wound strings) ไปทำการเคลือบ ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่เราเรียกกันว่า Teflon และจุดมุ่งหมายในการเคลือบสายนี้ หลักๆ แล้วมีความต้องการที่จะทำให้เกิดสนิมช้าที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วการเกิดสนิทกร่อนสายนั้นถือเป็นเรื่องปรกติ เพราะว่าหลังจากเราๆ เล่นกีตาร์มือของเราจะมีสภาพความเปียกชื้นที่เกิดจากเหงื่อ ซึ่งมีเกลือผสมอยู่ นั่นเป็นเหตุหลักๆ ทำให้สายกีตาร์เกิดสนิม ส่วนจะขึ้นเร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับหลักชีวภาพของแต่ละท่านแล้วหล่ะว่ามีเกลือผสมในเหงื่อกันมากแค่ไหน อีกสาเหตุหนึ่งคือการดูแลกีตาร์ของคุณๆ เองด้วยครับ ว่าปล่อยให้ Frets มีสนิมเกิดขึ้นบ้างไหม สายจะมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ถ้าคุณดูแลรักษาเฟรตจุดที่สัมผัสกับสายให้ดีด้วยเช่นกัน
การ Coated หรือ เคลือบสายนั้นนอกจากจะช่วยป้องกันให้สายมีอายุยืนยาวแล้ว บริษัทบางแห่งที่ผลิตสายชนิดนี้ ยังบอกว่าการเคลือบสายอย่างถูกวิธี จะช่วยลดเสียงเอี๊ยดๆ อ๊าดๆ เวลาที่นิ้วมือของเรารูดไปตามสาย (ยามเปลี่ยนคอร์ด ในกรณีกีตาร์อคุสติกจะได้ยินชัดเจน) หรือบ้างก็ว่าช่วยทำให้ความตึงของสายมีการยืดหยุ่นที่เหนียวแน่นมากขึ้น จึงทำให้การตั้งสายแม่นยำกว่าสายปรกติ (ที่ไม่เคลือบ) และบางแห่งก็ระบุว่า การเคลือบสายนั้นทำให้เฟรตสึกช้าลง และการ Coated สายนี้ ยังทำให้บางบริษัทเกิดไอเดียบรรเจิดลงสีสรรพ์สวยงามลงไปบนสารที่เคลือบสายอีกด้วย แต่การเคลือบสายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ สิ่งที่ผู้ผลิตสายกีตาร์จำต้องคำนึงถึงให้มากคือความหนาของการเคลือบ และจำเป็นต้องเคลือบให้สม่ำเสมอไปตลอดทั้งความยาวของเส้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลที่ตามมาคือผู้เล่นจะรู้สึกถึงจุดสะดุดในบางช่วงของสาย บางคนอาจจะเล่นไม่ถนัด พาลเกลียดสายเคลือบไปเลยสายกีตาร์แบบ Coated นี้ ในปัจจุบัน ตามท้องตลาดก็มีให้เลือกใช้อยู่มากมายหลายแบรนด์ครับ บ้างก็ดีไซน์และผลิตมาได้ดี บ้างก็ผลิตมาได้ค่อนข้างจะแย่หน่อย ผมว่ากันเรื่องข้อดีของสายแบบ Coated ไปแล้วในย่อหน้าบน ทีนี้เรามาดูข้อด้อยของสายแบบเคลือบกันบ้างดีไหมครับ เพราะของทุกๆ อย่างบนโลกนี้มันไม่มี Perfect อยู่แล้ว อันนี้ผมจะพูดถึงสายเคลือบบางชนิดที่ทำมาได้ค่อนข้างแย่ (ตามประสบการณ์นะครับ) จุดแรกที่พบเจอคือเรื่องของการลดความเอี๊ยดอ๊าดขณะเล่น เป็นเรื่องจริงครับ แต่บางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยผิวสัมผัสที่ลื่นกว่าปรกติในสายเคลือบบางชนิด หรือ บางแบรนด์ ทำให้การดันสายทำได้ยากขึ้นเพราะความลื่นของสายที่มากกว่าปรกติ
ต่อมาเรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือสภาพความเป็นขุยของสาย เมื่อใช้ไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสภาพความเป็นขุยนี้มักเกิดจากการถูกสัมผัสและกระแทกกระทั้นบ่อยๆ เช่นจุดของสายที่ถูกปิ๊กดีดกระทบบ่อยๆ ตรงนั้น สารเคลือบจะหลุดก่อนทำให้เข้าถึงเนื้อในของสาย และยิ่งถ้าเป็นสายแบบสีๆ ก็ดูไม่สวยงามเหมือนเดิมแล้วหล่ะครับ และถ้าเป็นขุยในจุดที่เราวางนิ้วบนฟิงเกอร์บอร์ด ก็ยิ่งมีผลต่อผิวสัมผัสขณะเล่นอีกด้วย อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายนิ้วขณะเล่น
ท้ายนี้ ผมเอาคลิปมาแปะไว้ให้คุณได้ลองทายกันเล่นสนุกๆ ครับว่า คุณสามารถบ่งบอกได้ไหมว่ากีตาร์ตัวไหนใส่สายเคลือบไว้ และ ตัวไหนเป็นสายปรกติ? :D
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























