วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Blues Master ฉบับสมบูรณ์


ปลายปีที่แล้ว ผมเขียนถึง JPAudio รุ่น Blues Master ไปแล้วรอบนึง ตอนนั้นเขียนไปเหมือนกับว่าเจ้า BM นี่จะออกขายได้แล้ว สรุปสุดท้ายก็ยังไม่เป็นที่พอใจเพราะอะไรหลายๆ สิ่งก็ยังไม่ชัดเจน ผ่านมาอีก 4-5 เดือนก็ปรับแก้ไขกันหลายรอบจนมาถึงจุดที่พอใจเป็นอย่างยิ่งทั้งผู้ผลิต และผู้ช่วยพัฒนา แล้วก็มาเป็น Blues Master ฉบับสมบูรณ์ครับ

ท้าวความกันอีกทีว่า Blues Master เป็นเอฟเฟคต์สัญชาติไทย ผลิตโดยคนไทย โดยใช้วัสดุเกรดดีที่สุดในตลาดเพื่อมาผลิตกันแบบก้อนต่อก้อน และที่สำคัญคือไม่ต้องห่วงว่ามันจะไปก๊อปปี้ หรือเลียนแบบก้อนไหน เพราะไม่ได้อยู่ในความคิดของผู้ผลิต เพราะตั้งใจจะทำเป็น Original Design ของเขาเอง และเจ้า Blues Master นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะจับทิศทางของเสียงกีตาร์บลูส์ในสไตล์แบบ Robben Ford, Larry Carlton, John Mayer แนวๆ เหล่านี้ ซึ่งทางฝรั่งก็จะเรียกว่าเป็น D-Style หรือ Dumble Style Overdrive 

จุดที่ปรับปรุงมาจากเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของ Volume ที่ปรับให้ใช้งานให้ Range จากเบาไปหาดังนั้นใช้ได้กว้างขึ้น จุดสำคัญอีกจุดคือปุ่ม Mojo ที่เดิมที ควบคุมเพียง Compression ของ Gain แต่หลังจากปรับแล้ว จะคุมทั้ง Gain Compression แต่ Tone Shape และ Character ด้วย คือจะปรับให้มี Low Frequency ที่หนาใหญ่ขึ้น หรือสามารถจะปรับให้กลางเด่น Low น้อยหน่อยในแบบ Screamer ก็ได้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแข็งสำหรับคนที่ต้องการให้ Overdrive ใช้งานได้กว้าง ส่วนเรื่อง Dynamic ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับคนที่ชอบเล่นกับน้ำหนักมือของตัวเองเวลาใช้ Gain ระดับกลางๆ  

Blues Master ในเวอร์ชั่นสมบูรณ์นี้ ถือว่าอุดจุดด้อยเพิ่มจุดแข็งได้ดี อยากให้ได้ลองกันครับ สำหรับเอฟเฟคต์สัญชาติไทยก้อนนี้




วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

Swing : P-2S


ผมได้รับกีตาร์มาตัวหนึ่งกะว่าจะทดสอบกันพักนึงแล้ว ด้วยติดธุระปะปังอื่นๆ เลยยังไม่สบโอกาส วันนี้พอมีเวลาได้หยิบจับมาเล่น เลยเอามาทำเทสต์กันดูครับ กีตาร์ที่ว่านี้เป็นแบรนด์จากเกาหลี รุ่นที่ทำทดสอบนี่ผลิตจากอินโดนีเซีย จะว่าไปแล้วอินโดนีเซียนี่พัฒนามาเป็นแหล่งผลิตกีตาร์คุณภาพดีๆ ตามความเห็นผมนี้ มีภาษีเหนือกว่าจีนไปเรียบร้อย ถึงแม้กำลังผลิตจะไม่สูงเท่า แต่งานออกมาดูดีกว่าทางฝั่งจีนพอสมควร ดูได้จากแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Squier , Ibanez นี่ก็มีฐานผลิตที่อินโดนีเซียกันเยอะแล้ว 

เรามาดู Swing Guitar Technology รุ่น P-2S กันครับ เจ้า P-2S นี่ก็มาเป็นแบบ Super Strat H-S-S แต่บริดจ์เป็น Hardtail บอดี้เป็น Basswood (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะครับ เดี๋ยวจะหาข้อมูลมาเติมอีกที) ปะหน้าด้วย Quilted Maple และคอเป็น Maple ท๊อปด้วย Rosewood อีกที ระบบอิเลคทรอนิกส์ก็ 5 ทางแบบ Strat นั่นหล่ะ น้ำหนักค่อนข้างเบาดีทีเดียวครับ

มาว่ากันถึงเสียงบ้างครับ ผมทดสอบกีตาร์กับแอมป์ Komet Concorde ไปออก TopHat 2x12 และใช้เอฟเฟคต์เสียงแตกจาก Pete Cornish: G2 เจือด้วย Neunaber: WET Reverb บางๆ เสียงที่ได้ไม่ธรรมดาเลย ย่านเสียงต่างๆ ที่ได้มาค่อนข้างบาลานซ์คือไม่มีย่านไหนเด่นกว่าย่านไหน เสียงจาก single coil ไม่แหลม และไม่บาง ตรงนี้ถือว่าสอบผ่าน เสียง humbucker ค่อนข้างดัง (ตัวที่นำมาทดสอบนี่ยังไม่ได้เซ็ตอัพใดๆ ครับหยิบมาก็ซัดเลย ถ้าผ่านการเซ็ตอัพ เสียงน่าจะบาลานซ์กว่านี้อีก) งานเฟรตทำมาได้ดีมากเหมือนกัน เล่นไม่ติด ไม่ขัดและดันสายได้ลื่นๆ ดีครับ ในกีตาร์ราคาราวๆ 5-6 พันบาทนี่ เจ้า Swing : P-2S เป็นตัวเลือกที่น่านำไปใช้งาน และทำงานได้สบายๆ ครับ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ CT Music Shop หรือ Guitar Passion Thailand***


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

Pete Cornish P-1

ว่ากันถึง Fuzz Box ที่เป็นที่นิยมกันที่เล่นกันอยู่ในตลาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักกีตาร์มักจะมองหาเสียงที่เคยได้ยินตามแผ่นเสียง เทป ซีดีกันซะมากกว่า เช่นสายที่ชอบ Jimi Hendrix ก็อาจจะไปมองหาเสียงในแบบ Fuzz Face หรือถ้าชอบไปทาง Richie Blackmore หรือ Jimmy Page นี่ต้องไปเล่น Sola Tone Bender อะไรแถวๆ นี้ วันนี้ผมก็จะพาไปรู้จักกับ Fuzz Box ก้อนนึงที่เป็นที่นิยมกันมาช้านาน และกว่าจะได้ก้อนที่ว่านี้ ก็ต้อรอกันเป็นแรมเดือน แรมปี เพราะอะไรนะเหรอ? ก็เพราะว่ามันก็เป็นเสียงที่เรียกว่าเป็น Rock Icon ได้เหมือนกัน ด้วยเป็นเสียงแบบมีเอกลักษณ์ที่เราชินหูกันมาจากฝีมือของ David Gilmour แห่งคณะ Pink Floyd

ก้อนที่ว่าเป็นแบรนด์ชื่อว่า Pete Cornish รุ่น P-1 ย่อมาจาก Precision Fuzz 1 ซึ่งเป็น Fuzz Box ที่ออกแบบมาให้ David Gilmour ใช้งานทั้งในสตูดิโอและเล่นสด เป็น Germanium Transistor Fuzz ที่ให้เสียงเบสฟังเบลอๆ บวมๆ กลิ่นคล้ายๆ Fuzz Face แต่มีย่านเสียงกลางแหลมกระเดียดไปทาง Muff ที่ผมหมายถึงว่าคล้ายนี่คืออยากจะให้นึกภาพออก แต่ในความเป็นจริง P-1 จะฟัง Unique กว่ามากๆ เรียกว่าเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์สูงมาก เจ้า P-1 ถูกดีไซน์มาแบบกล่อง Utility คล้ายๆ กล่องเครื่องมือของทหาร ดูถึกๆ ทนๆ ขนาดค่อนข้างใหญ่ ติดสติ๊กเกอร์บอกชื่อปุ่มต่าง ง่ายๆ แต่คลาสสิกจริงๆ

ผมทดสอบ P-1 กับกีตาร์ Gibson Les Paul R57 Goldtop ผ่าน P-1 มี Delay บางๆ จาก DLY80 และ WET Reverb ไปออกตู้ Bogner Barcelona พบว่าการปรับ Gain มากหรือน้อยของ P-1 ฟังไม่ต่างกันเยอะ แต่ปุ่มที่สร้างความแตกต่างได้มากคือ Tone คุณอาจจะชอบเสียง Fuzz ที่ทุ้มหน่อยมันก็จะฟังนวลหนาใหญ่ ถ้าปรับไปทางคมขึ้น ก็จะฟังแผดกร้าว กร้าน และเดือดมากๆ เสียงโซโลหนา และซัสเทนเหลือเฟือครับ ถ้าต้องการ Fuzz Box ที่เอกลักษณ์สูง ปรับได้เยอะ เสียงดีในแทบจะทุกๆ การปรับ Cornish P-1 นี่เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ตัวนึง ข้อด้อยมีข้อเดียวคือราคา ผมสั่งมารวมภาษีแล้วก้อนนึงตก 35,000 บาท ถ้าชอบจริงๆ ก็ต้องสู้ราคา ว่ากันอย่างนั้นครับ


วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Timmy VS Jan Ray


เป็นที่ถกเถียงกันมากเหลือเกินในฟอรั่มต่างประเทศ และลามมาถึงเมืองไทยนี้ สำหรับ Vemuram Jan Ray Overdrive ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยเรา หรือตลาดยุโรปและอเมริกา ว่าเจ้า JR นี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือ Cloning ของ Paul Cochrane Timmy Overdrive ที่ได้รับความนิยมก่อนหน้านั้นอยู่หลายปี อันนี้จริงแล้ว โดยทางวงจรผมเองก็ไม่สันทัดว่ามันเหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร แต่ส่วนตัวผมมีทั้งสองก้อนอยู่ ก็ต้องเอามาเปรียบมวยกันหน่อย เพื่อนความสนุกสนาน

ผมใช้กีตาร์ Swing Guitar Technology (ติดตั้ง Kinman AVn59 Pickups) ทดสอบสองก้อนนี้ร่วมกับแอมป์ Komet รุ่น Concorde และ Marshall 2061cx ลองแล้วรู้สึกว่าแคแรกเตอร์อาจจะคล้ายๆ กันอยู่เล็กน้อย แต่ด้านเสียงต่างกันค่อนข้างจัดเจน ในขณะที่ Timmy มีย่านเสียงเบสเบลอๆ คล้ายๆ Fuzz มากกว่า แต่ Jan Ray จะค่อนข้างหนาและนุ่มไม่คมเท่า และฟังเด้งกว่า และมีเสียงกลางเยอะกว่าชัดเจน ย่านเสียงแหลมนั้น Timmy จะฟังคมสดใสกว่า ในขณะที่ Jay Ray จะฟังอมๆ ทุ้มๆ มากกว่า โดยแคแรกเตอร์แล้ว Timmy จะเป็นแนวๆ กร้าวๆ คมๆ แต่ Jan Ray จะกลมๆ นวลๆ เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับผมแล้วไม่น่าจะเรียกว่าเป็น Cloning ซักเท่าไหร่ครับ 


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Life Goes On : Music For Friend

ตกบ่ายๆ ของวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ผมใช้เวลาไม่นานบน MRT จากสุขุมวิทไปถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นที่รู้กันว่าสถานที่แห่งนี้ ใช้จัดงานดนตรีดีๆ มามากมายหลายงาน วันนี้ก็เช่นกัน ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้พบงานดนตรีที่นักดนตรีมาเล่นกันด้วยหัวใจ มาเล่นด้วยมิตรภาพ มาเล่นกันด้วยความห่วงหาอาทรเพื่อนนักดนตรีด้วยกัน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 พวกเราคนดนตรีอยู่วนเวียนอยู่ในวงการ ก็ได้ทราบข่าวร้ายเมื่อพี่ชายที่เคารพยิ่ง บ้านของพี่เอ๊ดดี้ แห่งคณะออโตบาห์นประสบกับเหตุอัคคีภัย และทางพี่น้องเพื่อนพ้องของพี่เอ๊ดดี้ ก็ใช้เวลาไม่นานในการจัดงานดนตรีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ใช้ชื่อว่า Life Goes On : Music For Friend ฟังว่าทางคณะผู้จัดนั้นมีแกนสำคัญคือพี่ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล และพี่หมึก วิโรจน์ ควันธรรม

บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างสบายๆ มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนคุ้นเคยเดินเจอกันเป็นระยะ มีดนตรีดีๆ ให้ฟังกันตลอดบ่ายล่วงเลยไปถึงช่วงดึก ไม่บ่อยครั้งหรอกครับ ที่เราจะได้เห็นศิลปินต่างค่าย ต่างยุคต่างสมัยมาร่วมเล่นดนตรีกันบนเวทีเดียวกัน มีจุดประสงค์เดียวกันผมได้เห็น พี่โจ-พี่ก้องและนูโวเล่นต่อจากพี่เขียวคาราบาว ผมเห็นน้องเป้ อารักษ์ชื่นชมพี่ซัน มาโนช พุฒตาล ได้เห็นคุณจุ๋ม นรีกระจ่างมอบความรักความห่วงใยแก่พี่เอ๊ดดี้ผ่านบทเพลงมากมายหลายชิ้น การหาเงินช่วยเหลือก็มีกันหลากหลายทาง ทางงานมีขายเสื้อในราคาเพียง 300 บาท และมีกล่องรับบริจาคเดินรอบๆ งาน และศิลปินที่แวะเวียนมาช่วยงานก็ไปยืนให้ผู้ชมถ่ายภาพด้วยที่แบ๊คดร๊อป โดยบริจาค 100 บาทลงกล่อง ผมคิดว่าเป็นไอเดียที่น่ารักมากๆใครที่ได้ไปชมงานวันนั้นคงจะเห็นด้วยกับผมครับ

ขอบพระคุณภาพประกอบจาก www.ToneMax.Net ครับ












วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

JPAudio : Blues Master

บทที่แล้วผมพูดถึงเอฟเฟคต์พรีเมี่ยมที่ผลิตในไทยมาแล้วตัวนึง คือรุ่น Precieux (ผมใช้เองอยู่ด้วยเลย) มาถึงบทนี้ ผมก็เพิ่งได้รับตัว Prototype ของรุ่นใหม่ที่เพิ่งเสร็จหมาดๆ แน่นอนรุ่นนี้ ผมก็ยังมีส่วนช่วยทดสอบและพัฒนาเหมือนเดิม คราวนี้ผู้ผลิตต้องการให้เป็น Overdrive ที่มีกลิ่นกระเดียดไปทางแอมป์ Dumble หรือเขาเรียกกันว่า D-Style Overdrive ที่จริงโจทย์แบบนี้ ค่อนข้างยาก เพราะว่าน้อยคนจะมีโอกาศได้เล่น หรือกระทั่งได้ฟังว่าจริงๆ แล้ว Dumble Amp ให้เสียงอย่างไร มีลักษณะการ Clipping อย่างไร เราจึงได้แต่อณุมานเอาจาก youtube บ้าง หรือจาก Overdrive ที่เป็นกลุ่ม D-Style บ้าง (เช่น Zendrive 1&2, Ethos, Free The Tone SOV2, Providence Stampede etc.) หรือพยายามฟังจากอัลบั้มของศิลปินที่ใช้แอมป์นี้ เช่น Larry Carlton, Robben Ford และ Santana

เราใช้เวลาในการฟังเสียงเหล่านี้มาพอสมควร จึงเริ่มตั้งโจทย์ว่าเสียงมันควรจะออกมาเป็นแนวไหน และ Gain Range ควรจะครอบคลุมขนาดไหน มีการทดสอบแก้ไขกัน 6-7 ครั้ง กว่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับ Overdrive ตัวนี้ ทางผู้ผลิตต้องการใช้ชื่อว่า Blues Master เพราะว่าเป็นการยกย่องแรงบันดาลใจจากเสียงของ Larry, Robben และ Carlos ที่เรียกได้ว่าเป็นนักกีตาร์ Blues/Jazz ระดับปรมาจารย์ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ

มาว่ากันถึงเจ้า Blues Master นี้กัน เอฟเฟคต์ตัวนี้มากับปุ่มควบคุม 4 ปุ่มคือ Level - Gain - Tone - Mojo ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน Level - คุมความดังเบา , Gain - ควบคุมจำนวนเสียงแตก , Tone - คุมทุ้มแหลม และ Mojo เป็นปุ่มพิเศษที่ปรับแต่งย่าน Presence และลักษณะการ Clip ของ Overdrive และผมทดสอบ Blues Master กับกีตาร์ Fender Stratocaster "Jeff Beck" Signature กับ Marshall 2061 เสียงของ Blues Master จะมีย่าน Bass นำและปรับแต่งเสียง Treble จากปุ่ม Mojo ตัวนี้ดีไซน์ให้ Gain ปรับได้น้อยๆ แบบ Robben Ford ไปจนเยอะได้แบบ Santana จึงใช้งานได้กว้างและที่สำคัญที่ผมย้ำทุกครั้งที่มีการพัฒนาก้อน ก็คือเรื่อง Noise ที่ต้องให้มีน้อยที่สุด ดังนั้น Blues Master จึงเป็น Overdrive ในแบบ D-Style ที่มีสุ้มเสียงไม่น้อยหน้าตัวไหน และมี Noise ค่อนไปทางน้อย และมีช่วงของ Gain ให้เลือกเล่นเยอะ พร้อมทั้งมีปุ่ม Tone และ Mojo ที่สามารถปรับแต่งให้ได้โทนที่หลากหลาย ตอบสนองดนตรีได้หลายสไตล์ครับ และนีก็เป็นเอฟเฟคต์คุณภาพเยี่ยมอีกก้อน ที่น่าลิ้มลองครับ

** ตัวที่เห็นในคลิปนี้ เรื่องของ Cosmetic ยังไม่สมบูรณ์ครับ ^^ LED ยังอยู่ผิดที่ผิดทางหน่อย ตัวที่จะวางจำหน่ายจะปรับปรุงให้เนี๊ยบกว่านี้ แต่เสียงเหมือนกัน 100% **



วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

JPAudio : Precieux Ovd

ในอุตสาหกรรมเครื่องดนตรีในปัจจุบันนี้ ตลาดเอฟเฟคต์ก้อนเรียกว่าเติบโตจนเป็นตลาดหลักไปแล้ว แม้กระทั่งบริษัทผลิตกีตาร์​ หรือแอมป์เจ้าใหญ่ๆ ยักษ์ๆ ยังต้องหันกลับมาสนใจและพัฒนาเอฟเฟคต์ก้อนกันเป็นชิ้นเป็นอัน ที่จริงแล้วบ้านเราก็มีกลุ่มที่เรียกว่าเป็น Thailand Handmade อยู่บ้างแล้ว ที่ผลิตเอฟเฟคต์ออกมา แต่เรียกว่าซื้อขายกันในกลุ่มเล็กๆ ไม่ใหญ่โตนัก และจะว่ากันตามตรงบางส่วน ก็จะเป็นการ Cloning จากก้อนดังๆ ของต่างประเทศกันเสียส่วนใหญ่


ผมมีโอกาสได้รู้จักกับนักพัฒนาเอฟเฟคต์คนหนึ่งที่ผลิตงานมาพอสมควร เขานำเอาเอฟเฟคต์ที่เคยทำเข้ามาปรึกษา ก็เลยได้มีโอกาสช่วยพัฒนา ให้ไอเดียในการปรับปรุงคุณภาพของเอฟเฟคต์ของเขา เราใช้เวลาแก้ไขกันนานมากเหมือนกันครับ เพราะต้องบอกตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ลอง เอฟเฟคต์มีจุดอ่อนค่อนข้างมาก ผมให้ไอเดียหลักๆ ที่สำคัญๆ ไว้หลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องไม่ก๊อปปี้ชนิดทุกสิ่ง ทุกอย่าง และ เรื่อง Internal Noise ต้องน้อยสุดเพื่อให้เอฟเฟคต์นำไปใช้จริงได้ และพวก EQ ต่างๆ ก็แก้ไขกันหลายครั้ง เพื่อให้มันสมบูรณ์ที่สุดตามโจทย์ คือเป็น Mid-Gain Overdrive ที่มี Dynamic และ Headroom ที่ดี (คือไม่ Compressed จัดๆ และไม่อู้อี้ แบน หรือบาง) ตอบสนองการดีดหนักเบาได้ดี โจทย์เหล่านี้ ที่จริงแล้วผมคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นฐานของผู้ผลิตส่วนใหญ่ และเรื่องของแคแรกเตอร์ของก้อน ค่อยตามมาทีหลัง และแน่นอนว่าส่วนของฮาร์ดแวร์ และ component ผมแนะนำให้ใช้ของดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และไม่แนะนำเด็ดขาดที่จะมาประหยัดหรือลดต้นทุนนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเอฟเฟคต์ของเค้าเอง

จากจุดนั้นถึงตรงนี้ Overdrive ตัวแรกจากค่าย JPAudio ก็ออกมาแล้วครับ ทางผู้ผลิตเรียกเจ้าก้อนนี้ว่า Precieux Overdrive ดีไซน์ดูสวยงามแบบเรียบๆ การใช้สีทองเป็นพื้นทำให้ดู Classy และเจ้าก้อนนี้มากับปุ่มปรับที่ใช้งานได้กว้างและมีผลต่อการปรับใช้งานค่อนข้างมาก แน่นอนว่ามี Volume - Tone - Gain เป็นหลัก พร้อมทั้งมี Toggle Switch มาให้สองอันเพื่อปรับ Tone Shape ชนิดอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อๆ ไปครับ

ผมทดสอบ Precieux Overdrive ด้วยกีตาร์หลากหลายชนิดครับ แต่ในคลิป ผมใช้ Gibson Les Paul Custom ผ่านตัวเอฟเฟคต์และไปเข้า Bogner: Goldfinger 45 เสียง Overdrive ที่ได้มา ได้อย่างในแทบจะ 100% เลยทีเดียว คือได้ Dynamic Response ที่ไปในทางดีมาก คือดีดเบา ก็ฟังคลีนหน่อย ดีดหนักก็เกิดการ Distort เยอะหน่อย และ Headroom เป็นที่น่าพอใจมาก แคแรกเตอร์ของเสียง Overdrive จะออกไปลักษณะนุ่มนวลเล็กน้อย และมีช่วงเกนท์ให้ใช้เยอะ ถ้าต้องการใช้ให้เป็น Clean Boost อาจจะไม่คลีนมากนัก แต่ถ้าเป็น Gain Boost นี่ถือว่าผ่านครับ เมื่อปรับไปที่ Gain ระดับกลาง และใช้ Glassy Mode (จะช่วยเพิ่มย่าน Mid-Hi และ Presence) ร่วมกับ Modern Mode (คิดซะว่าเป็น Bass Boost) ก็จะทำให้เจ้า Precieux Overdrive กลายร่างเป็น Mid Gain Overdrive ที่ใช้เสียงแตกได้ค่อนข้างมาก จนสามารถเป็นแตกหลักได้เลยทีเดียว
JPAudio : Precieux Overdrive เป็นก้อนแรกในไลน์ผลิตของ JPAudio ที่เค้าบอกว่าเป็น Premium Handwired In Thailand จากเรื่องเนื้อเสียง และอุปกรณ์การผลิต การทดสอบในขั้นตอนต่างๆ ผมแนะนำให้อย่างน้อยต้องมาลองครับ เพราะเป็นก้อนที่เรียกว่ามีระดับคุณระดับสากลและมีอนาคตทีเดียว


วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Swing R2 Millennium Gold

Swing R2 Millennium Gold (Maple Board)


บทนี้มาว่าถึงกีตาร์รุ่นเดียวกับที่เคยเขียนไปเมื่อครั้งก่อน คือ Swing Guitar Technology รุ่น R2 Millennium Gold แต่คราวนี้มาเป็นเฟรทบอร์ดที่เป็นไม้ Maple กันบ้าง เช่นเคยครับ กีตาร์ของ SGT นี้จะมากับ Gig Bag ที่ทนทานแข็งแรงของ Swing ติดตั้งสาย D'Addario เบอร์ 9 มาให้จากโรงงาน สีก็ยังคงเป็นสี Sparkle Gold หรือทองที่มีกากเพชรระยิบระยับสวยงามน่าใช้ เฮดสต๊อกก็เป็นแบบ matching คือสีทองเช่นเดียวกัน ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ก็ใช้ของคุณภาพครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bridge ใช้ของ Wilkinson: W VS50 IIK รุ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเลย

หลังจากเอากีตาร์ออกจากกระเป๋าแล้วลองจับดูเบื้องต้น รู้สึกว่าขนาดคอจะต่างกันกับรุ่น Rosewood เล็กน้อย คือ profile หลังคอจะอ้วนกว่านิดๆ จับกระชับมือดี เข้ามือสำหรับคนที่ชอบเล่นคอที่ใหญ่กว่า C นิดๆ ยังคงเป็นมิตรกับมือมากๆ ครับ ถ้าชอบคอที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กจนเกินไป ส่วนงานด้านอื่นๆ ก็เนี๊ยบมากเช่นกัน

ผมทดสอบ R2 Millennium Gold MP ผ่าน PJAudio Overdrive + Majikbox: Rocket Fuel ไปออกแอมป์ Komet: Concorde และลำโพง Marshall 2061cx เสียงจาก Single Coil ค่อนไปทางแรงนิดๆ สามารถเล่นบลูส์ แจ๊ส หรือจะฟาดร๊อคก็ไม่มีปัญหา ฮัมบัคเกอร์เสียงหนักหน่วงมาก ค่อนข้างเคลียร์ไม่ค่อยจม ด้วยความที่เฟรทบอร์ดเป็น Maple ก็ทำให้เสียงฟังคมชัด และมีความกัดจิกและจิ๊กโก๋กว่า RW อยู่บ้าง ตรงนี้ก็แล้วแต่รสนิยมแล้วครับ ว่าชอบแนวไหนมากกว่ากัน ด้วยราคาและคุณภาพการผลิตแบบนี้ เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ตัวนึงเลยครับ สำหรับคนที่กำลังมองหากีตาร์คุณภาพดีๆ ไว้หัด หรือจะใช้เล่นจริงๆ จังๆ R2 Millennium Gold น่าจะตอบสนองคุณได้อย่างดี



วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Swing R2 Millennium Gold

R2 - Millenium Gold (Rosewood)


คราวก่อนได้เขียนเล่าให้ฟังไปแล้วถึงกีตาร์ Made In Korea แดน K Pop ที่เพิ่งได้ทดลองเป็นครั้งแรก แต่รู้สึกได้ว่างานการผลิตค่อนไปทางดีมาก วันนี้มาเขียนเล่าอีกตัวครับ เพิ่งมีโอกาสได้จับต้องได้ลอง Swing Guitar Techonology รุ่น R2 - Millenium Gold (RW) ซึ่ง RW นี่คือเฟรทบอร์ดเป็น Rosewood และตัวกีตาร์เป็นสีทองสวยงามสมชื่อรุ่น

ผมหยิบกีตาร์ออกจาก Soft Case ที่ทาง Swing ให้มาก็เห็นว่างานการผลิตดีใช้ได้เลย สีทำมาเนียน ตัวกีตาร์และคอได้มาตรฐานสวยงามน่าใช้ เช็คสเปกค์ดูก็เห็นว่าใช้ของดีทีเดียวเช่นส่วนคอก็ใช้ Canadian Hard Maple ท๊อปด้วย Indian Rosewood ส่วนตัวกีตาร์ก็เป็นไม้ Alder และมีระบบอิเลคทรอนิกส์เป็น H-S-S ที่น่าจะเล่นได้กว้าง และหลากแนวใช้ปิ๊กอัพของทาง SGT เอง ในส่วน Single Coil สองตัวก็เป็นรุ่น Swing Blues Breaker และ Humbucker เป็น Swing Heart Breaker ทางด้านพวกกลุ่มฮาร์ดแวร์ก็ใช้ของ Swing ผลิตเองก็น่าจะเป็น Made In Korea เช่นกันตามมาตรฐาน ส่วนฟินนิชชิ่งนี่ก็เป็น Gloss และทำสีแบบ Sparkle Gold รวมไปถึง Matching Headstock สวยงามอลังการ ดูคลาสสิคครับ

ผมทดสอบ Swing: R2 - Millenium Gold ตัวนี้กับแอมป์ Komet K60 เสียงฟังดูดี ฟังดูกลมๆ ดุๆ หน่อย อาจจะด้วย pickups ที่ติดมา แรงเอาเรื่องครับ เนื้อเสียงโอเคทีเดียว สายบนๆ ฟังนวลๆ กลมๆ ตามแคแรกเตอร์ของ Rosewood สายล่างๆ ติดบางๆ อาจจะด้วยเป็นเพราะใส่สายเบอร์ 09 มาตั้งแต่โรงงาน (ส่วนตัวผมเล่น 0.10 รู้สึกว่า "Ball" มันน้อยไปนิด) อาจจะมีจี่นิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นแคแรกเตอร์ของ Single Coils ส่วน Hum ก็น้อยลงไปเยอะครับ ผมลองเล่นกับ Distortion (ใช้ PJAudio Precieux + Rocket Fuel จาก Majikbox) เสียงดุดันมากๆ ย่านเบสฟังแน่นเสียงย่านแหลมฟังเด่นดีครับ สายร๊อคน่าจะแฮปปี้เลยทีเดียวครับ 

Swing Guitar Technology รุ่น R2 - Millennium Gold ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่มีมาตรฐานดี และราคาจับต้องได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีตาร์ที่เล่นอาชีพ หรือเล่นสนุกๆ อยู่กับบ้าน แม้กระทั่งเพิ่งหัดเล่น กีตาร์รุ่นนี้น่าจะตอบสนองคุณๆ ได้ทั้งเสียง และความสวยงามครับ


             





วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Bogner : Burnley

เมื่อปลายปีที่แล้ว Bogner Amplifications ทำให้ตลาดเครื่องดนตรี โดยเฉพาะตลาด Stompboxes ตื่นเต้น และตื่นตัวอย่างมาก เพราะได้มีการนำเอาเอฟเฟคต์ก้อนรุ่นใหม่ๆ ไปวางโชว์ให้คนที่ชมงานได้ทดสอบกัน ถ้าเป็นแค่ Overdrive หรือ Distortion ที่พัฒนากันแบบปกติ คงจะไม่เป็นที่ฮือฮาขนาดนี้ แต่เพราะ Reinhold Bogner คิดไปไกลกว่านั้นครับ เขาทำการพัฒนาเอฟเฟคต์ก้อนของเขาในแบบที่ไม่เคยมีใครแม้แต่จะคิด คือการร่วมมือกับ Rupert Neve ซึ่งเป็นคนที่เรียกว่าเป็นระดับตำนานของสายอุปกรณ์บันทึกเสียง นำเอา RND Transformer ที่ผลิตโดย Ruper Neve Design มาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรของเอฟเฟคต์ก้อนรุ่นใหม่ของทาง Bogner 




Rupert Neve เป็นใคร? ผมคิดว่าคงมีคนสงสัยเยอะเลย ก็ตอบกันสั้นๆ ว่า Rupert Neve เป็นวิศวะกรที่ออกแบบอุปกรณ์บันทึกเสียงเช่นพรีแอมป์สำหรับไมโครโฟน, อีควอไลเซอร์ ที่ใช้ในห้องอัดเสียง หรือไม่ว่าจะเป็นคอนโซลบันทึกเสียงในอดีต สิ่งเหล่านี้ทำให้ Rupert Neve มีชื่อเสียงอย่างมากมายมหาศาลและได้ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่เช่น Focusrite, AMS Neve, Amek จนได้รับเกียรติได้รับรางวัล Lifetime Achievement Techical Grammy Award เท่านี้ก็น่าจะการันตีความสามารถในการออกแบบ Audio Transformer ของ Rupert Neve Design ได้แล้วใช่ไหมครับ


วันนี้ผมจะมาแกะกล่องของเอฟเฟคต์ Bogner ที่ติดตั้ง RND Transformer ไว้ในวงจร รุ่นนี้เรียกว่า Burnley เป็นเสียงแบบ Distortion ครับ ทุกๆ รุ่นของ Bogner ซีรี่ส์นี้ จะมีทั้งแบบหน้าเป็นโลหะเพนท์สี และหน้าเป็นไม้ Bubinga ซึ่ง Reinhold ให้เหตุผลว่าเขาต้องการให้มีความรู้สึกเหมือนที่คุณจับคอนโซลบันทึกเสียงรุ่นเก่าๆ ที่ทำด้วยไม้ ผมก็ว่ามันคลาสสิคดีครับ Burnley รุ่นที่เป็นหน้าโลหะนั้นเพนท์ด้วยสีออกม่วงๆ ชมพูๆ และมีปุ่มควบคุม 3 ปุ่มคือ Level คุมความดังขณะที่เอฟเฟคต์เปิดใช้งาน Tone ควบคุมเสียงทุ้มแหลม และ Gain ควมคุมจำนวนเสียงแตกหรือความ distort ของเอฟเฟคต์ และมีสวิทช์เล็กๆ ที่มีตัว F และ T ตรงนี้เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังช่วงทดสอบครับ และ LED Light ใหญ่ชัดเจนและจะเปลี่ยนสีทุกครั้งที่มีการดีดแรงๆ จนเกิดการ Clip มุมซ้ายล่างของก้อน จะมีลายเซนต์ของ Rupert Neve ทุกก้อน


ผมทดสอบ Bogner : Burnley กับ James Tyler : Studio Elite ผ่าน Bogner Burnley ไปออก Komet K60/Marshall 2061xc Cabinet เสียงของ Burnley นั้นน่าจะเป็นแนวๆ Mid Gain Distortion ที่มีความเป็น British Style สูง เสียงกลางหนาใหญ่ เสียงย่าน Treble นั้นติดคมๆ น่าจะถูกหูชาวร๊อคมากทีเดียว ย่านเบสนั้น ถ้าปรับท๊อกเกิ้ลเล็กๆ มาทางตัว F ก็จะได้ Full Range Frequency ซื่งจะหนาใหญ่ เบสแน่นลึก ถ้าปรับไปทางตัว T ย่านเบสจะถูก Cut ทิ้งพอสมควร แต่จะฟังกระชับขึ้น ทั้งสองแบบนี้แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน ก็ปรับกันไปทางนั้นเลยครับ ส่วนตัวผมชอบ Full Range มากกว่า เพราะมันฟังแน่นใหญ่มากๆ เล่นกับวง ไม่จมแน่นอน : Burnley Distortion จาก Bogner Amplification เป็นก้อน Mid Gain Distortion อีกก้อนที่มีมิติ มีการปรับที่ค่อนไปทางกว้าง และตอบสนอง Dynamic ดีที่สุดก้อนหนึ่ง ที่คุณต้องลองครับ



                                       
Thanks Andre Nieri for Clip