วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Royal Blue Overdrive

ช่วงนี้มีก้อนใหม่ๆ ตกถึงมือเยอะเหลือเกินครับ ต้องค่อยๆ ทะยอยๆ ทดสอบกันอย่างละเอียด ผมถึงเขียนติดๆ กัน ไม่อยากจะดองของดีๆ ไว้นานครับ วันนี้ผมได้ทดสอบ Overdrive ก้อนใหม่จากค่าย Mad Professor ที่โด่งดังติดตลาดกันอยู่แล้ว เชื่อขนมกินได้เลยว่าเมื่อแบรนด์นี้ออกวางตลาด เราต้องได้ยิน ได้ฟังอะไรใหม่ๆ แน่นอน

วันนี้ผมได้ก้อนที่ชื่อว่า Royal Blue Overdrive มาทดสอบ จะว่าไปก้อนนี้มันก็ไม่ค่อย Blue ครับ ตัวสีออกม่วงๆ หน่อย โดยมีโลโก้และชื่อแบรนด์เป็นสีทองสกรีนอยู่ ผมดูแล้วชวนให้นึกถึง Marshall Plexi สีม่วงเลยครับ ผมเข้าใจว่าน่าจะมีความตั้งใจให้ออกมาแนวๆ นี้ ขนาดก็ compact ก้อนเล็กๆ สไตล์ Mad Professor นั่นแหละครับ ตัว Royal Blue Overdrive มาด้วยเลย์เอาท์การควบคุม 4 ปุ่ม Volume - ดัง/เบา Drive - จำนวน Overdrive และมี Bass/Treble ควมคุมทุ้มกับแหลม 


ผมทดสอบ Royal Blue Overdrive โดยใช้ Gibson Les Paul Standard เล่นผ่าน Royal Blue Overdrive ไปออกแอมป์ Bogner : Barcelona และ Bogner Internatial 1x12 Cabinet เสียงที่ได้มานั้น ผมมั่นใจว่าเข้าใจไม่ผิดแน่นอนครับ ถึงจะเรียกว่าเป็น Overdrive แต่ Royal Blue ทำหน้าที่เป็น Distortion เต็มๆ ได้เลย และมีโทนเสียงกระเดียดไปทาง Marshall JCM800 หรือพวก Plexi ที่ผ่านบู๊สแตกได้ระดับนึง ผมนึกถึงเสียงกีตาร์ของ Slash หรือวงพวก Hair Band ในยุค 80s ได้เลย ไม่ธรรมดาครับ สำหรับก้อนนี้ ปุ่มควบคุมย่านเบส และ แหลม มีผลต่อเสียงกีตาร์ของคุณมากๆ ถ้าปรับให้ได้ sweet spot ให้เข้ากับกีตาร์กับแอมป์ของคุณแล้ว เล่นเพลินๆ ได้ยาวๆ เลยทีเดียว ส่วนที่ผมชอบมากๆ คือถ้าคุณปรับ Drive น้อยๆ เค้าจะทำหน้าที่เป็น Overdrive ที่ Brown นิดๆ ได้ดีมาก แต่ถ้าเร่ง Drive ไปที่ราวๆ บ่ายสามโมง บวกวอลลุ่มดังอีกหน่อย รับประกันว่ามันส์สะแด่วแห้ว ปรกติ Overdrive ที่แตกเยอะ เวลาเล่นสายบนๆ มักจะเละๆ หน่อย แต่ในก้อนนี้ไม่เป็นเลยยังคงคมชัด คล้ายๆ กับเราเล่น Distortion ดีจากๆ หัวแอมป์ ยังไงยังงั้นเลย



Royal Blue Overdrive เป็นอีกก้อนที่คุณน่าจะได้ลองสัมผัสดู เค้าเป็นก้อนที่อาจจะมาสาย Marshall อีกก้อน แต่ผมเชื่อว่ามีเสียง และย่านเสียงที่คุณไม่เจอในก้อนไหนแน่ๆ และราคาจากตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราก็ไม่ได้แพงอะไรครับ 

Clip from Mad Professor

Pete Cornish : G-2


เมื่อเร็วๆ นี้ผมเพิ่งได้ก้อนเสียงแตกใหม่มาก้อนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วแบรนด์นี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังมานานมากๆ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกันในบ้านเรา ก็คงเพราะว่าราคาที่ค่อนไปทางสูงและไม่ค่อยมีร้านค้าที่ไหนมีของ และถ้าสั่งกับทางโรงงานเอง ก็ต้องรอเป็นเวลานานมากๆ เป็นเหตุให้พ่อค้าหัวใสบนอีเบย์ปล่อยขายได้ในราคาที่สูงเกินจริง แบรนด์ที่ว่านี้คือ Pete Cornish แต่ในปัจจุบันนี้ทางโรงงานปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และนำเอาลูกชายของเขาเองมาช่วยงานแล้ว การผลิตจึงทำได้รวดเร็วขึ้น (ถึงจะรวดเร็วขึ้นก็ยังต้องรอหลัก 3 เดือนอยู่ดีครับ)

Pete Cornish ดังอย่างไร? หลายท่านที่บังเอิญมาอ่านบทความของผมอาจจะสงสัยแบบนี้ ก็ต้องบอกว่ามีชื่อเสียงอย่างมากๆ ครับ Pete Cornish ทำ Custom Effects และ Custom Pedalboard ให้กับศิลปินดังๆ มากมายหลายคนเลยทีเดียว เช่น David Gilmour จาก Pink Floyd, Brian May จาก Queen หรือจะมารุ่นใหม่ๆ หน่อยก็จะเป็น Noel Gallagher จาก Oasis และล่าสุดก็คือ John Mayer ศิลปินเหล่านี้คงจะการันตีแล้วว่า Pete Cornish ดีอย่างไร

แต่เริ่มแรกนั้น ส่วนตัวผมเองก็ยังเลือกไม่ถูกว่าอยากสั่งอะไรมาเล่น แต่ได้ยินว่ารุ่น P-1, P-2 นั้นดังมากมายาวนานเนื่องจาก David Gilmour ใช้มายาวนาน หลังจากไปอ่านสเปกอ่านข้อมูลอยู่เลยตัดสินใจสั่งรุ่นที่ชื่อ G-2 มา เนื่องเพราะฟังว่ามีคุณสมบัติเหมือนเสียงแอมป์ในยุค 70s มีการอ้างอิงเสียงกีตาร์ของวง Led Zeppelin, Rolling Stones ซึ่งเป็นวงโปรดของผมอยู่แล้ว ผมใช้เวลาราวๆ 3 เดือนรอ G-2 ส่งมาถึงบ้าน ผมเลือกสั่งรุ่นหน้าตาใหม่ที่เรียกว่า Battery Free เพราะมีขนาดเล็กลง และสุ้มเสียงนั้นเหมือนกัน เนื่องเพราะใช้วงจรเดียวกัน แต่ตัดส่วนที่ใส่ถ่านออกไป

G-2 มากับบ๊อกซ์สีดำที่เรียบง่าย หน้าตาเหมือนกับเครื่องมือทหารในสมัยก่อน ดูเท่ห์ไปอีกแบบ ใช้ Knobs หมุนแบบแอมป์เฟนเดอร์เก่าๆ หล่อๆ มีปุ่มควบคุมกันแค่ 3 ปุ่มคือ Volume คุมเสียงดัง/เบา Tone คุมย่านเสียงทุ้ม/แหลม และ Sustain คุมจำนวน Distortion ของก้อน ง่ายๆ ครับ สวิทช์เปิดปิดนั้น ทาง Pete Cornish นั้นใช้แบบ Buffer เนื่องจากเค้าเคยให้ความเห็นไว้ว่า True Bypass ไม่ใช่ของที่ดีเสมอไป บางครั้งการที่เราลากสายยาวๆ แล้วทั้งบอร์ดเป็น True Bypass ทั้งหมดนั้น ทำให้เราสูญเสียสัญญาณบางส่วนไปอย่างน่าเสียดาย 



ผมทดสอบ G-2 ด้วยกีตาร์ Gibson Les Paul Standard ผ่าน G-2 ไปเข้าแอมป์ Bogner : Barcelona - International 1x12 Cabinet พบว่าเสียงของ Distortion ที่ได้จาก G-2 นั้นมันจะเป็นลักษณะของเสียงแตกที่มีย่านโลว์คล้ายๆ Fuzz แต่จะแตกแบบ Distortion ที่เราคุ้นๆ กันตามแผ่นเสียงของพวก 70s , 80s Rock, Hard Rock ผมมาถึงบางอ้อก็ตอนที่อีเมล์กลับไปถามเค้าว่า G ย่อมาจากอะไร ซึ่งเค้าตอบว่า Germanium ครับ แสดงว่า G-2 นั้นเป็น Distortion ที่ใช้ Germanium Transistor มากกว่าจะใช้ชิพพวก 4558 ปรกติ หรือพวก LM308N ทั่วไป และการใช้ Germanium จะได้เอกลักษณ์ที่มีความอิ่มนวลของเสียงแตกดีทีเดียว อีกจุดที่ผมพอใจมากคือ ความสว่างของเสียงนั้นเปิดมากกว่าเอฟเฟค Distortion อื่นๆ ที่ผมเคยเล่นมา ผมลองวัดกับอีกหลายๆ ตัว เปรียบได้ว่าตัวอื่นๆ เหมือนเราเอาหมอนไปปิดหน้าตู้ไว้ จะฟังอู้ๆ กว่า G-2 พอสมควรทีเดียวครับ 



Pete Cornish G-2 เป็นก้อน Distortion ที่ดีมากๆ อีกก้อนนึง ที่ถ้าคุณมีโอกาสได้สัมผัส หรือเป็นเจ้าของ ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เข้าใจว่าบ้านเราไม่มีตัวแทนจำหน่ายครับ ถ้าคุณสนใจอยากได้ ก็ไปลงชื่อสั่งซื้อได้เลยที่ www.petecornish.co.uk ครับ


วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Bondi : Sick As Overdrive


ช่วงนี้มีอะไรให้ได้ลองเล่น ลองทดสอบกันเยอะจริงๆ วันนี้เพิ่งได้รับก้อนนี้มาเทสต์หมาดๆ ผมเคยเห็นก้อนนี้อยู่แว่บๆ ตามบอร์ดของฝรั่งใน The Gear Page เข้าใจว่าเป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งลงตลาดเอฟเฟคต์ก้อนเมื่อไม่นานมานี้เอง (เช็คล่าสุดออกมาเมือปี 2012 นี่เอง) แบรนด์ที่ว่านี้ชื่อ Bondi Effects (น่าจะอ่านว่า บอน-ได นะครับ) และแบรนด์นี้มีเอฟเฟคต์แค่รุ่นเดียว ณ ตอนนี้ มีชื่อรุ่นแปลกๆ ว่า Sick As Overdrive





Sick As Overdrive มีหน้าตาที่ทำให้ผมนึกถึงเอฟเฟคต์ก้อนชื่อดัง Klon Centaur และฝรั่งก็นิยมเอาไปเปรียบเทียบกันเสียด้วย แต่สีสรรพ์ของ Sick As Od มันดูสดใสน่ารักกว่า เจ้าตัวนี้มีปุ่มควบคุมอยู่ 4 ปุ่มคือ Level ควมคุมความดัน Bass ควบคุมย่านเสียงต่ำ Treble ควบคุมย่านเสียงแหลม และ Gain ควบคุมจำนวนเสียงแตก พร้อมกับมีอีก 1 toggle switch ซึ่งเป็น internal voltage change จาก 9v ไปเป็น 18v


ผมทดสอบ Sick As Overdrive ด้วยกีตาร์ Gibson Les Paul Standard (ติดตั้ง Tom Holmes H450/H455 Pickups) สิ่งแรกที่ชื่นชอบคือช่วงกว้างของ Gain มีให้เยอะมากๆ คุณสามารถปรับเจ้านี่ให้เป็น Clean Boost ใสๆ หรือจะปรับให้เป็น Light Overdrive ได้ (อันที่จริงที่เค้าว่ามันคล้ายๆ Klon Centaur นี่มันก็มีส่วนนิดหน่อยครับ ในกรณีที่คุณใช้เค้าเป็น Clean Boost หรือ Light Overdrive  ที่มีความ Brown นิดๆ) หรือจะปรับไปเป็น Mid Gain Overdrive ใช้เป็นแตกหลักเลยก็ยังได้ เพราะให้มาเหลือเฟือจริงๆ อีกจุดที่ผมชอบคือเรื่องของความสดใสของเสียงครับ ฟังไม่ขุ่น ไม่มัว EQ Bass Treble ก็ช่วยได้มาก เหมือนพอเร่ง Treble ไปนิดๆ Gain จะวิ่งตามนิดๆ สำหรับคนที่ชอบความแผดๆ แซ่บๆ น่าจะต้องมาลองเลยหล่ะครับ Sick As Overdrive ไม่ได้ติดตั้ง True Bypass มาแต่เป็น Buffer แบบ Soft Touch ซึ่งกดแล้วละมุนกับเท้ามากกว่า (ถ้าคุณเล่นแบบไม่ใส่รองเท้า รับรองไม่เจ็บ) แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาณเสียไปแต่อย่างใด นานๆ จะได้เจอกับ Overdrive ที่ค่อนไปทางครบเครื่องแบบนี้ อยากให้ได้ลองกันครับ

**Bondi Effects นำเข้าโดยร้านออนไลน์ที่ชื่อ Guitar Passion Thailand**


วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Red Rock Overdrive


เมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา ทางบริษัท Providence Effectors ได้ออกผลิตภัณท์ใหม่ออกมาเป็น Overdrive/Distortion ตัวใหม่ ที่มีคอนเซปท์ย้อนยุค คือมีการควบคุมคล้ายๆ แอมป์สไตล์ Marshall ในยุค Master Volume เลย เป็นอย่างไรนั้นเดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังครับ จะว่าไป Providence ถึงแม้จะเสีย Yuki Hayashi ที่ลาออกไปทำบริษัทของตัวเองแล้ว ก็ยังไม่หมดไอเดียที่จะทำก้องเจ๋งๆ ออกมา Red Rock Overdrive นี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ทาง Providence พยายามจะต่อยอดให้กับก้อนอื่นๆ ที่เคยทำออกมาแล้วด้วยซ้ำ

Red Rock Overdrive มากับกล่องสีออกส้มๆ แดงๆ ดูแล้วไม่ Red ซะทีเดียว มีปุ่มควบคุม 3 ปุ่มคือ Master - Tone - Gain และมีเพิ่มมาอีกสองติ่งคือ Volume และ Fat Switch ที่ผมเกริ่นไว้ว่าเค้าออกแบบมาให้คล้ายกับแอมป์ยุค Master Volume ก็คือการที่มี Master กับ Volume นี่แหละครับ มันเหมือนกับแอมป์สมัยก่อนที่ต้องปรับ Pre-Volume ให้มันเกิดเสียงแตกแล้วคุมความดังด้วย Master อีกที ส่วน Fat Switch ที่เติมเข้ามาก็เพื่อใช้ชดเชยย่านเสียงเบส ถ้าบางท่านใช้ Single Coil แล้วเบสมันอาจจะน้อยไปสักนิดในบางกรณี


ผมทดสอบ Red Rock Overdrive โดยใช้ Gibson Les Paul Standard (ติดตั้งปิ๊กอัพ Tom Holmes Company รุ่น H450 และ H455) เล่นผ่าน RROvd + Zoom MS70-CDR ไปออกแอมป์ Komet Songwriter 30 และ Marshall HW 2x12 Cabinet พบว่า RROvd ให้เสียงค่อนข้างที่จะหลากหลาย Gain ที่ได้มาไม่มากเป็นเท่าพวก Hi Gain แต่พอเพียงสำหรับเล่นได้หลากสไตล์ครับ การปรับทำได้กว้างพอสมควร ทุกปุ่มควบคุมทำงานสัมพันธ์กันมาก ปุ่มเล็กที่คุม Volume ถ้าหมุนมากๆ เสียงคลีนของกีตาร์จะมาค่อนข้างเยอะ ผมรู้สึกว่าปรับไว้ที่ระหว่างเที่ยงถึงบ่ายสองจะให้เสียงที่พอดีๆ ที่สุด (กับเซ็ตอัพผม) Gain นี่ปรับได้หลากหลายดี เปิดน้อยๆ ก็ได้เสียง Cruch แบบ 800 ถ้าแตกเยอะหน่อย ก็เป็นพวก Mid Gain Distortion ได้เลย ถือว่าออกแบบได้เยี่ยมทีเดียวสำหรับ Red Rock Overdrive ถ้าใครอยากได้ก้อนแตกหลักที่ทำหน้าที่ได้หลากหลาย แนะนำให้พิจารณาตัวนี้อีกตัวครับ

Red Rock Od โดย Pete Thorn

Red Rock Od โดย Brett Kingman

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Neunaber : Slate Pedal

ผมเพิ่งได้รับก้อน ก้อนนึงมาหมาดๆ ครับ และตื่นเต้นกับมันมากจนต้องรีบหยิบมาเขียนแซงตัวอื่นๆ ที่อยู่ในคิว ผมพบว่ามันเป็นมิติใหม่ของการสร้างสรรรค์เอฟเฟคต์กีตาร์ที่น่าจะแก้ปัญหา และสามารถเป็นตัวที่เก็บไว้ใช้งานได้ยาวนานแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดได้ดีเลย ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นบริษัทเอฟเฟคต์ที่กล้างๆ สร้างเอฟเฟคต์ที่เรียกว่าอาจจะปัดแข้งปัดขารุ่นอื่นๆ ในแบรนด์เดียวกัน แต่ทาง Neunaber Technology กล้าทำครับ เมื่อต้นปีทาง NT ออกรุ่นที่เรียกว่า Slate ออกมา ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องของ Slate ให้ฟัง รบกวนขอให้เพื่อนๆ ดูคลิปด้านล่างกันสักนิดก่อนเพื่อที่จะได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่า Slate คืออะไร


พอเข้าใจกันหรือยังครับว่า Slate คืออะไร? ผมเข้าใจว่าพวกสาย Multi Effect นี่เรื่องแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าเค้าทำกันมานาน แต่จะให้กลุ่ม Hi End เล่นของแบบนี้บ้างเราแทบไม่เห็นเลย แต่นี่ Neunaber ทำออกมาแล้ว เจ้าก้อน Slate นี้คือเอฟเฟคต์ก้อนที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นก้อนอะไรก็ได้ในกลุ่มเสียงที่ทาง Neunaber ออกมาเรียกว่าเปลี่ยนจาก Echo ไปเป็น Reverb ไปเป็น Chorus ก็ได้ตามใจโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งอีกด้วย เรียกว่าซื้อก้อนเดียวได้เป็นหลายๆ เสียงเลย 

ผมลองทดสอบการใช้ของ Slate โดยการเปลี่ยนจาก Reverb (ทาง NT จะให้เสียงนี้มาแต่แรก) ไปเป็น Echo (Echolon) และจาก Echo ไปเป็น Chorus (Chroma Chorus) โดยทำการเปลี่ยนเสียงจากซอฟท์แวร์ของทาง Neunaber เอง (สามารถไปโหลดได้เองที่ http://neunaber.net/pages/pedal-customizer-software มีทั้งบน Mac OS และ Windows) เมื่อเทียบกับเสียงที่มากับก้อน WET Reverb / Echolon / Chroma Chorus แล้ว เสียงไม่ต่างกันเลยครับ เหมือนกันเรียกว่า 100% ผมใช้ Les Paul Standard เล่นผ่าน Slate โดยใช้ทั้งเสียง Echo และ Chorus ผ่าน Tophat : Vanderbilt และ Marshall 2x12 HW 


                                       

ต้องยอมรับว่าผมชอบ Neunaber : Slate มากด้วยพื้นฐานเสียงนั้น NT ทำได้ดีมากๆ อยู่แล้วในทุกรุ่น แล้วยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นเสียงอื่นๆ ได้อย่างง่ายๆ เจ้า Slate นี่น่าจะเป็นก้อนนึงที่มีไว้ในบ้าน หรือบนบอร์ด เผื่อเหลือเผื่อขาดได้ตลอดเวลาสำหรับเสียง Chorus/Delay-Echo/Reverb เมื่อต้องการ ลองหาเวลาไปทดสอบดูครับ ไม่อยากให้พลาดก้อนเจ๋งๆ แบบนี้


วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มารู้จักกับกีตาร์กันเถอะ

มีหลายคนยุให้ผมเขียนบทนี้ เนื่องด้วยหลายๆ ครั้งที่ตามอ่านจากเวปอื่นๆ หรือ อ่านฟอรั่มต่างๆ แล้วเจอคำศัพท์ที่อ่านแล้วยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร สำหรับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เชี่ยวๆ แล้วก็ผ่านบทนี้ไปก็แล้วกันนะครับ บทนี้ผมจะมาว่าด้วยการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของกีตาร์และหน้าที่ของมันโดยสังเขป จะไม่ลงลึกไปรายละเอียดว่าวัสดุทำจากอะไรยังไงนะครับ

กีตาร์ทั่วๆ ไปส่วนใหญ่ๆ แล้วจะมีอุปกรณ์พื้นฐานคล้ายๆ กันหมด แทบทุกรุ่น แทบทุกทรง (อันนี้ว่ากันถึงกีตาร์ไฟฟ้านะ) ไม่ว่าจะเป็นทรงไหนก็จะมีอุปกรณ์คล้ายๆ กัน เรามาคุยกันตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยก็แล้วกันครับ


Head : ส่วนหัวของกีตาร์
Tuning Machine / Machine Head / Tuning Keys : ลูกบิด ใช้สำหรับตั้งสายกีตาร์
Truss Rod Cover : ฝาปิดช่องที่จะเข้าถึง Truss Rod
Truss Rod : คือแกนเหล็กที่อยู่ตรงกลางคอ ใช้หมุนสำหรับปรับคอให้ตรง
Nut : เป็นวัสดุเล็กๆ (อาจจะทำด้วยพลาสติก, กระดูก หรือกราไฟต์เป็นต้น) วางรองสายตรงจุดเริ่มต้นของเฟรทบอร์ด ทำหน้าที่ช่วยรองสายให้อยู่ตำแหน่งที่ถูกต้องเมื่อยึดสายจากสะพานสายมาแล้ว
Fret : เป็นโลหะชิ้นสั้นๆ ที่วางบนเฟรทบอร์ด (อาจจะทำจากสเตนเลส หรือนิกเกิ้ลเป็นต้น) โดยจะต้องมีการแบ่งความกว้างระหว่างช่องให้ถูกต้อง จึงจะกดลงไปแล้วดีดจึงจะได้เสียงที่ตรง
Neck : คอกีตาร์ 
Inlay : ส่วนที่ฝั่งมุก/พลาสติก หรือวัสดุอย่างอื่น นอกจากความสวยงามแล้วยังใช้บอกตำแหน่งของเฟรทด้วย
Binding : บางครั้งก็เรียกว่า Lining หรือ Purfing เป็นการเดินขอบรอบๆ ตัวกีตาร์ (หรือคอ) เพื่อความสวยงาม
Fingerboard/Fretboard : เป็นแผ่นไม้ที่มีลักษณะบาง วางประกบกับคอเริ่มต้นจาก Nut เรื่อยมาจรดเฟรทที่ 21,22 หรือ 24 แล้วแต่การแบ่งของกีตาร์นั้นๆ
Strap Button : คือน๊อตที่ใช้ยึดกับสายสะพาย
Pickup Selector : คือสวิทช์ที่ใช้ปรับเลือกว่าจะใช้ปิ๊กอัพที่ตำแหน่งไหน
Pickups : คือเครื่องแปลงความถี่จากการสั่นสะเทือนของสายให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและขยายออกไปสูเครื่องขยายเสียง
Body : ลำตัวกีตาร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ที่นิยมคือ Alder, Ash, Mahogany
Bridge : ส่วนสะพานสายที่วางสายขึงขึ้นไปที่ลูกบิด
Saddles : ส่วนหนึ่งของ Bridge หรือสะพานสายที่สัมผัสกับสายกีตาร์โดยตรง ส่วนใหญ่ในกีตาร์ไฟฟ้าจะสามารถปรับแต่งได้เพื่อให้กีตาร์ได้เสียงตรงที่สุด
Tailpiece : จุดสุดท้ายของส่วนที่ใช้ยึดสายของกีตาร์ (หรือเครื่องสายอื่นๆ)
Volume&Tone Control : ปุ่มปรับระดับเสียง และความทุ้มแหลมของกีตาร์

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ที่กำลังทำความรู้จักกับกีตาร์นะครับ หากมีอะไรที่ต้องการทราบเพิ่มเติมแล้วผมพอจะช่วยหาข้อมูลได้ ก็ยินดีครับ

** พูดถึง Pickups แล้วก็ต้องแยกย่อยให้อ่านกันนิดหน่อยถึงความแตกต่างของ Single Coil Pickup กับ Humbucker Pickup **

Single Coil Pickup : เป็นเครื่องแปลงความถี่จากการสั่นสะเทือนของสายที่เป็นลักษณะที่เป็นขดลวดที่พันเป็นตัวเดียว ส่วนใหญ่จะมีเสียงฮัม/จี่ตามสมควร 
Single Coil Pickup



Humbucker Pickup : เป็นเครื่องแปลงความถี่ที่มีลักษณะขดลวดพันกันขยายเป็นสองตัว มีคุณสมบัติในการกำจัดเสียงฮัม/จี่ไปในตัว จึงเรียกว่า Humbucker 

Humbucker แบบฝาครอบ











Humbucker แบบไม่มีฝาครอบ

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

Providence : Flame Drive


ว่ากันถึงนักออกแบบวงจรเอฟเฟคต์ก้อนในปัจจุบันนี้ ชื่อหนึ่งที่ติดปากคนที่ติดตามความเป็นไปของอุตสาหกรรมนี้ ก็น่าจะมีชื่อของ Yuki Hayashi เจ้าของบริษัท Free The Tone ที่ตอนนี้ดังจากญี่ปุ่นข้ามไปยุโรปและอเมริกาแล้ว แต่วันนี้ผมจะยังไม่พูดถึงตัวใดๆ ของ FTT แต่ผมจะพูดถึงผลงานชิ้นท้ายๆ ของเขาที่ฝากไว้ให้กับบริษัท Providence Effectors อีกบริษัทนึงที่เป็นสัญชาติญี่ปุ่นเหมือนกัน ผมกำลังจะแนะนำให้รู้จักกับ Providence รุ่น Flame Drive ครับ เจ้า FD นี้เป็นเอฟเฟคต์ใน F Series ของเขา (แต่ก่อนเรียกว่าเป็น Free The Tone แต่พอ Yuki แยกออกไปทำ FTT ชื่อจึงถูกห้ามใช้) ซึ่งวงจรก็ถูกออกแบบโดย Yuki Hayashi นั่นเองครับ

Providence : Flame Drive เป็น Overdrive ที่ถูกพัฒนาต่อจาก Stampede Overdrive จากแบรนด์เดียวกัน (ใน Standard Series) และเพิ่มความกว้างของ Gain ให้ปรับได้มากขึ้น พร้อมทั้งมีปุ่ม Bass Boost เพื่อชดเชยย่านเสียงเบสถ้าต้องการ แต่เดิมตัวบ๊อกซ์จะเป็นสีแดงล้วนและติดสติ๊กเกอร์บอกชื่อ แล้วก็เปลี่ยนเป็นแบบสกรีนแต่ชื่อเป็นตัวอักษรสีขาวบนบ๊อกซ์แดง แต่หลังๆ ทาง Providence ก็ตัดสินในดีไซน์ใหม่ให้เป็นบ๊อกซ์สีเงินและมีสกรีนรูปเปลวไฟแดงๆ แทน ก็สวยงามไปอีกแบบครับ (อาจจะกลัวจะสับสนกับ Stampede ด้วยมั๊ง)

มาว่ากันเรื่องเสียงบ้าง ผมทดสอบ Flame Drive โดยใช้ Fender R60 Telecaster และ James Tyler Studio Elite เล่นผ่าน FD ไปออกแอมป์ Komet : Songwriter 30 และ Marshall 2061cx 2x12 พบว่า Flame Drive เป็นหนึ่งใน Overdrive ที่มี Gain ให้เลือกเล่นได้หลายระดับ ตั้งแต่ Light Overdrive ที่ Clipped น้อยๆ ในสไตล์แบบ Dumble In The Box (นึกถึงเสียงกีตาร์แบบ Larry Carlton) หรือจะแตกเป็นพวก Mid Gain ที่ฟัง Crunchy แบบ Hard Rock หน่อยๆ ก็แจ๋ว หรือจะเร่ง Gain ข้ามไปราวๆ บ่าย 3 โมง จะเล่นซาวด์แบบพวก Shreadder ก็จะได้ Distortion ที่มี pick-attack ที่น่าฟังมากๆ (ลองนึกถึงเสียงแบบ Yngwie Malmsteen ดู และผมว่าเป็นเอกลักษณ์ของ FX แบรนด์นี้เลย เพราะอาการ pick-attack แบบนี้ ใน Heat Blaster ก็มี) เรียกว่ามี Gain ให้เล่น 3 แบบแน่ๆ ว่างั้น จุดที่น่าสนใจอีกจุดก็คือ Bass Boost ในกรณีที่คุณใช้กีตาร์พวก Single Coils ย่าน Low-End อาจจะไม่ใหญ่มาก พอกดปุ่มนี้มันจะหนาขึ้นมาอีกพอควร ชดเชยได้พอดีครับ 

จุดสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ Flame Drive มากับ Vitalizer ซึ่งเป็นระบบที่ดีไซน์ไว้ในวงจรของเอฟเฟคต์เพื่อช่วยชดเชยย่านเสียงไม่ให้ดร๊อป และทำงานตลอดเวลาไม่ว่าปิดหรือเปิดเอฟเฟคต์ จะเห็นผลมากๆ เวลาคุณๆ พ่วง FX มากกว่า 5 ก้อน และยิ่งถ้ามีพวก Bad Buffer หรือ True Bypass ก็จะเห็นผลทีเดียวครับ  อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองเล่นดูกับเจ้า Flame Drive ตัวนี้ เป็น Overdrive อีกตัวที่มีคุณลักษณะเสียงที่น่าเล่นอย่างมากครับ

VDO Clip by Brett Kingman


                                          
VDO Clip by Lance kelner

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

Tone Bender MKII

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรตที่ 60 อุปกรณ์เครื่องดนตรียังไม่มีให้เล่นได้หลากหลายเท่าสมัยนี้ นักดนตรีสมัยนั้น นอกจากเป็นนักกีตาร์ที่เก่งแล้วยังต้องเป็นนักทดลองที่เก่งอีกด้วย จึงสามารถเค้นเอาเสียงหลายๆ แบบออกจากเครื่องไม้เครื่องมือที่มีจำกัด นักกีตาร์หลายๆ คนเช่น Jimmy Page, Jeff Beck และ Richie Blackmore (เป็นต้น) นิยมใช้แอมป์พลิฟายด์มาร์แชลหรือไฮวัตต์ที่แทบจะไม่มีเสียงแตก หรือจะแตกนิดๆ ก็ต่อเมื่อเปิดดังมากๆ (จนหูแทบดับ) และพ่วงเอา FX ก้อนเข้าไปข้างหน้าตู้ สมัยโน้นเสียง Overdrive หรือ Distortion ยังไม่มีครับ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แพร่หลายมากๆ เรียกว่า Fuzz ไว้เล่นแทน รุ่นนึงที่เป็นที่นิยมสุดๆ คือ Sola : Tone Bender MKII 


Tone Bender MKII เป็น Fuzz ที่ใช้ Germanium Transistor เบอร์ OC84 ซึ่งจะได้เสียงที่แตกต่างจาก Fuzz ตัวอื่นๆ ในยุคนั้น เช่นพวก Fuzz Face ที่ใช้พวก NKT275 ซึ่งมันก็มีผลเยอะอยู่เพราะว่า OC84 จะให้ Gain เยอะกว่า และมีย่านเบสที่ฟังใหญ่และหนักหน่วงกว่า เวลาลดวอลลุ่มก็จะคลีนได้ไม่เท่าพวก NKT เท่าไหร่นัก ปัจจุบันนี้จะหาซื้อ Sola TB MKII รุ่นปีเก่าๆ ต้องใช้เงินคงเป็นหลักแสนบาท แต่ไม่เป็นไรครับ ทางบริษัทที่ชื่อ D*A*M ที่ตอนนี้ได้สิทธิ์ผลิต Tone Bender MKII แท้ๆ ก็ผลิตเป็น Reissue ออกมาโดยใช้พาร์ททุกชิ้น และ เซอร์กิตที่เหมือนกับออริจินัลทุกประการ ขายในราคาราวๆ 400 ปอนด์ (20,000 บาท) แต่ต้องไปลงชื่อใน Waiting List ซึ่งมีคิวที่ยาวราวๆ 18 เดือนเท่านั้น ของผมนี่ต้องไปสอง ebay มาครับ ไม่งั้นรออีกนาน (ไม่นานหรอกน่า)

TB MKII มากับบ๊อกซ์ขนาดค่อนไปทางใหญ่ เหมือนกับตัวเดิมๆ ในยุค 60s ทุกอย่างครับ มีแค่ปุ่ม Volume และ Attack (Fuzz,Gain) เท่านั้น ผมทดสอบ Gibson Les Paul ต่อเข้ากับ TB MKII โดยเล่นผ่าน Marshall 2061 - Marshall 2061cx 2x12 ก็ประทับใจตั้งแต่โน๊ตแรกเลย ซาวด์ที่ได้มันช่างใกล้เคียงที่เคยได้ยินในแผ่น Lez Zeppelin มากๆ ครับ เสียงแตกแบบ Fuzz มันจะฟังเบลอๆ ล้นๆ หน่อย แต่เสียงใหญ่โตอลังการมากครับ แตกต่างจากรุ่นพวก Clone ที่ผมเคยเล่นไปไกลลิบ เวลาลดวอลลุ่มลง เสียงก็ไม่ได้คลีนสนิทมากครับ ยังมีแตกปลายๆ นิดๆ แต่ยังมี Clipping ที่ยังฟังคล้ายๆ พวก Transparent Overdrive อยู่ ซื้อเถอะครับ ถ้ามีโอกาส เป็น Fuzz ที่ดีมากๆ ตัวนึง ถ้าคุณชอบเสียงคลาสิคร๊อคในแบบ Jimmy Page, Jeff Beck พวกนี้ 


VDO Clip From "It Might Get Loud"
                                         

VDO From Pinstripedclips
                                         

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

Tim Overdrive


ย้อนกลับไปสัก 7-8 ปี ถ้าเราๆ ท่านๆ จะหาบูที๊กโอเวอร์ไดร์ฟสักก้อนชื่อของ Paul C. Audio จะต้องเป็นก้อนแรกๆ ที่นึกถึงแน่ๆ เพราะ ณ ตอนนั้นมีก้อนโอเวอร์ไดร์ฟไม่กี่ตัวที่อยู่ในแถวหน้าๆ ไล่ชื่อดูก็จะเห็นว่ามี Klon Centaur, Zendrive, King Of Tone แล้วก็จะได้ยินชื่อ Tim และ Timmy Overdrive นี่แหละ วันนี้ผมจะเอาตัว Tim Overdrive มาคุยกันก่อน


Tim Overdrive จากค่าย Paul C. Audio เป็นรุ่นบ๊อกซ์ใหญ่จากสองก้อนที่เขาผลิต เป็น Overdrive ที่มี Feature เยอะกว่าตัวเล็ก Tim มากับบ๊อกซ์ขนาดค่อนไปทางใหญ่และสูง ทำสีออกน้ำเงินเข้มแบบเดียวกับ Timmy โดยมี Knobs ควบคุม Gain - Bass- Treble - Volume และมีเพิ่มปุ่ม Boost และ Loop Send-Return เข้ามาอยู่ในก้อนเลย เรียกว่าถ้ามี Delay/Reverb/Modulation ก็ Loop เข้าไปในก้อนได้เลยทีเดียว ไฟก็ใช่ 9 volt ปรกติเลยครับ

ผมทดสอบ Tim Overdrive โดยใช้ James Tyler : Studio Elite (เปลี่ยนปิ๊กอัพเป็น Kinman AVn62 N&M) ผ่าน Tim ใช้แอมป์ Komet : Songwriter 30 + Marshall 2061cx Cabinet เสียงที่ได้นั้นจะฟังออกเป็นเสียงโอเวอร์ไดร์ฟที่ค่อนไปทางขุ่นเล็กๆ เหมือนที่เค้าเรียกว่า Brown Sound นั่นหล่ะครับ การควบคุมของโทนของ Tim จะแปลกหน่อยคือ คือหมุน Bass/Treble ไปทางขวาจะเป็นการ Cut ย่านทุ้ม/แหลมแทน แรกๆ อาจจะไม่คุ้นหน่อย หมุนๆ ไปเดียวก็คุ้นเคย


Tim Od มีเสียงแตกมาให้ใช้ค่อนข้างเยอะสามารถเล่นเป็น Light Overdrive ไปจนถึง Mid-Gain Overdriver ได้ แถมมี Boost ที่เมื่อกดใช้งานแล้วเสียงจะดังขึ้นอีกเล็กน้อย ได้เกนท์เพิ่มอีกนิดหน่อย และสามารถควบคุม Tone/Drive ของ Boost ได้จาก Knobs ด้านหลังตัวก้อน และ Send-Return ที่อยู่ติดกัน ผมลองใช้ Reverb ต่อเข้าไปก็ทำงานได้ดีครับ แต่จริงๆ ต่อไว้ด้านหลังตามปรกติก็ได้อยู่แล้ว Feature นี้ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก โดยสรุปก็ถือว่าเป็นก้อนที่คุ้มค่าครับ เล่นได้หลากหลาย มีย่านเสียงให้เลือกเล่นได้กว้างครับ


Thank you GoGuitarLive For VDO Clip

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Bogner : Lafayette

วันนี้มาว่ากันถึงแอมป์พลิฟายด์จากค่าย Bogner Amplification กันอีกสักรุ่นครับ คราวนี้เป็นอีกรุ่นที่อยู่ใน International Series ชื่อว่า Lafayette ซึ่งเป็นแอมป์ขนาด Bed Room Scale อีกรุ่นที่เรียกว่ามีความนิยมสูงมากใกล้ๆ กับรุ่นอื่นๆ เช่นพวก New Yorker หรือ Barcelona

Lafayette เป็นแอมป์ขนาด 6 และ 12 วัตต์ สามารถปรับได้ตามสะดวก โดยใช้หลอด EL84 ในภาค Power และ ECC83s ในภาค Preamp โดยมีปุ่มควบคุมแค่ Volume - Tone - Schizo โดย Schizo จะคุม Gain เป็น 4 Stages แตกได้ 4 ระดับว่างั้น

การดีไซน์ของ Lafayette นี่ ทาง Bogner เค้าเกริ่นไว้ว่าเป็นการรวมตัวของเสียงในแบบ US Tweed และ US EL84 เข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมลงตัว เป็นอย่างไรนั้น คงต้องลองทดสอบกันดูครับ แต่จากตัวแอมป์ที่ผมทดลอง Bogner ทำออกมาได้เนี๊ยบและลงตัวมากๆ สำหรับแอมป์ขนาดเล็กที่สามารถเล่นในบ้าน ในห้องนอนได้อย่างสบายๆ


ผมทดสอบ Bogner Lafayette ด้วยกีตาร์ James Tyler และ Mad Professor: Little Green Wonder Overdrive / Providence: Delay 80s / Neunaber : WET Reverb เสียงคลีนของ Lafayette จะออกใสๆ แต่ย่านเบสจะใหญ่กลม มีความเป็นธรรมชาติมากๆ อาการบีบอัดไม่มีจึงทำให้เสียงออกมาเต็ม และมีเสียงกรุ๋งกริ๋งในย่านแหลมออกมาทำให้เสียงฟังเปิด เมื่อเติม Overdrive เข้าไปก็เข้ากันได้ดีครับ เป็นเสียงคลีนที่เหมาะกับการใช้เอฟเฟคก้อนมากตู้นึงเลย เมื่อเพิ่ม Delay/Reverb เข้าไป ยิ่งเยี่ยมเลยเสียงฟังมีมิติมากๆ การที่ได้แอมป์ที่มีพื้นฐานเสียงดีๆ นี้ ทำให้เอฟเฟคก้อนเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Lafayette ที่มี Knob อันหนึ่งที่เรียกว่า Schizo เป็นสวิทช์ที่ปรับได้ 4 ทาง เป็นการควบคุมประมาณนี้ 1: เสียงจะออกคล้ายๆ เป็นแนวแบบ Blackface จะฟัง Scoop Mid นิดๆ แต่คลีนที่สุด และเป็นเสียงเอกลักษณ์พอสมควร 2: เสียงจะฟัง Sparkle ขึ้นมีเนื้อหนังมากขึ้น EQ จะบาลานซ์หน่อย 3: จะคล้ายๆ กับ Pos:2 แต่จะมีย่านเบส และแหลมที่เด่นขึ้นชัดเจน 4: อันนี้จะแตกนิดๆ เสียงกลมหนาและฟังสว่างที่สุด ทั้งหมดนี้ Lafayette ก็ให้คุณได้มากเกินพอครับ สำหรับคนที่ต้องการแอมป์ที่เสียงคลีนดีๆ ไว้เล่นกับก้อนที่คุณรักอย่างสบายอารมณ์  อยากให้ได้ลองกันสำหรับแอมป์เทพๆ ตัวนี้ Bogner : International Series : Lafayette