วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

Tone Bender MKII

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรตที่ 60 อุปกรณ์เครื่องดนตรียังไม่มีให้เล่นได้หลากหลายเท่าสมัยนี้ นักดนตรีสมัยนั้น นอกจากเป็นนักกีตาร์ที่เก่งแล้วยังต้องเป็นนักทดลองที่เก่งอีกด้วย จึงสามารถเค้นเอาเสียงหลายๆ แบบออกจากเครื่องไม้เครื่องมือที่มีจำกัด นักกีตาร์หลายๆ คนเช่น Jimmy Page, Jeff Beck และ Richie Blackmore (เป็นต้น) นิยมใช้แอมป์พลิฟายด์มาร์แชลหรือไฮวัตต์ที่แทบจะไม่มีเสียงแตก หรือจะแตกนิดๆ ก็ต่อเมื่อเปิดดังมากๆ (จนหูแทบดับ) และพ่วงเอา FX ก้อนเข้าไปข้างหน้าตู้ สมัยโน้นเสียง Overdrive หรือ Distortion ยังไม่มีครับ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แพร่หลายมากๆ เรียกว่า Fuzz ไว้เล่นแทน รุ่นนึงที่เป็นที่นิยมสุดๆ คือ Sola : Tone Bender MKII 


Tone Bender MKII เป็น Fuzz ที่ใช้ Germanium Transistor เบอร์ OC84 ซึ่งจะได้เสียงที่แตกต่างจาก Fuzz ตัวอื่นๆ ในยุคนั้น เช่นพวก Fuzz Face ที่ใช้พวก NKT275 ซึ่งมันก็มีผลเยอะอยู่เพราะว่า OC84 จะให้ Gain เยอะกว่า และมีย่านเบสที่ฟังใหญ่และหนักหน่วงกว่า เวลาลดวอลลุ่มก็จะคลีนได้ไม่เท่าพวก NKT เท่าไหร่นัก ปัจจุบันนี้จะหาซื้อ Sola TB MKII รุ่นปีเก่าๆ ต้องใช้เงินคงเป็นหลักแสนบาท แต่ไม่เป็นไรครับ ทางบริษัทที่ชื่อ D*A*M ที่ตอนนี้ได้สิทธิ์ผลิต Tone Bender MKII แท้ๆ ก็ผลิตเป็น Reissue ออกมาโดยใช้พาร์ททุกชิ้น และ เซอร์กิตที่เหมือนกับออริจินัลทุกประการ ขายในราคาราวๆ 400 ปอนด์ (20,000 บาท) แต่ต้องไปลงชื่อใน Waiting List ซึ่งมีคิวที่ยาวราวๆ 18 เดือนเท่านั้น ของผมนี่ต้องไปสอง ebay มาครับ ไม่งั้นรออีกนาน (ไม่นานหรอกน่า)

TB MKII มากับบ๊อกซ์ขนาดค่อนไปทางใหญ่ เหมือนกับตัวเดิมๆ ในยุค 60s ทุกอย่างครับ มีแค่ปุ่ม Volume และ Attack (Fuzz,Gain) เท่านั้น ผมทดสอบ Gibson Les Paul ต่อเข้ากับ TB MKII โดยเล่นผ่าน Marshall 2061 - Marshall 2061cx 2x12 ก็ประทับใจตั้งแต่โน๊ตแรกเลย ซาวด์ที่ได้มันช่างใกล้เคียงที่เคยได้ยินในแผ่น Lez Zeppelin มากๆ ครับ เสียงแตกแบบ Fuzz มันจะฟังเบลอๆ ล้นๆ หน่อย แต่เสียงใหญ่โตอลังการมากครับ แตกต่างจากรุ่นพวก Clone ที่ผมเคยเล่นไปไกลลิบ เวลาลดวอลลุ่มลง เสียงก็ไม่ได้คลีนสนิทมากครับ ยังมีแตกปลายๆ นิดๆ แต่ยังมี Clipping ที่ยังฟังคล้ายๆ พวก Transparent Overdrive อยู่ ซื้อเถอะครับ ถ้ามีโอกาส เป็น Fuzz ที่ดีมากๆ ตัวนึง ถ้าคุณชอบเสียงคลาสิคร๊อคในแบบ Jimmy Page, Jeff Beck พวกนี้ 


VDO Clip From "It Might Get Loud"
                                         

VDO From Pinstripedclips
                                         

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

Tim Overdrive


ย้อนกลับไปสัก 7-8 ปี ถ้าเราๆ ท่านๆ จะหาบูที๊กโอเวอร์ไดร์ฟสักก้อนชื่อของ Paul C. Audio จะต้องเป็นก้อนแรกๆ ที่นึกถึงแน่ๆ เพราะ ณ ตอนนั้นมีก้อนโอเวอร์ไดร์ฟไม่กี่ตัวที่อยู่ในแถวหน้าๆ ไล่ชื่อดูก็จะเห็นว่ามี Klon Centaur, Zendrive, King Of Tone แล้วก็จะได้ยินชื่อ Tim และ Timmy Overdrive นี่แหละ วันนี้ผมจะเอาตัว Tim Overdrive มาคุยกันก่อน


Tim Overdrive จากค่าย Paul C. Audio เป็นรุ่นบ๊อกซ์ใหญ่จากสองก้อนที่เขาผลิต เป็น Overdrive ที่มี Feature เยอะกว่าตัวเล็ก Tim มากับบ๊อกซ์ขนาดค่อนไปทางใหญ่และสูง ทำสีออกน้ำเงินเข้มแบบเดียวกับ Timmy โดยมี Knobs ควบคุม Gain - Bass- Treble - Volume และมีเพิ่มปุ่ม Boost และ Loop Send-Return เข้ามาอยู่ในก้อนเลย เรียกว่าถ้ามี Delay/Reverb/Modulation ก็ Loop เข้าไปในก้อนได้เลยทีเดียว ไฟก็ใช่ 9 volt ปรกติเลยครับ

ผมทดสอบ Tim Overdrive โดยใช้ James Tyler : Studio Elite (เปลี่ยนปิ๊กอัพเป็น Kinman AVn62 N&M) ผ่าน Tim ใช้แอมป์ Komet : Songwriter 30 + Marshall 2061cx Cabinet เสียงที่ได้นั้นจะฟังออกเป็นเสียงโอเวอร์ไดร์ฟที่ค่อนไปทางขุ่นเล็กๆ เหมือนที่เค้าเรียกว่า Brown Sound นั่นหล่ะครับ การควบคุมของโทนของ Tim จะแปลกหน่อยคือ คือหมุน Bass/Treble ไปทางขวาจะเป็นการ Cut ย่านทุ้ม/แหลมแทน แรกๆ อาจจะไม่คุ้นหน่อย หมุนๆ ไปเดียวก็คุ้นเคย


Tim Od มีเสียงแตกมาให้ใช้ค่อนข้างเยอะสามารถเล่นเป็น Light Overdrive ไปจนถึง Mid-Gain Overdriver ได้ แถมมี Boost ที่เมื่อกดใช้งานแล้วเสียงจะดังขึ้นอีกเล็กน้อย ได้เกนท์เพิ่มอีกนิดหน่อย และสามารถควบคุม Tone/Drive ของ Boost ได้จาก Knobs ด้านหลังตัวก้อน และ Send-Return ที่อยู่ติดกัน ผมลองใช้ Reverb ต่อเข้าไปก็ทำงานได้ดีครับ แต่จริงๆ ต่อไว้ด้านหลังตามปรกติก็ได้อยู่แล้ว Feature นี้ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก โดยสรุปก็ถือว่าเป็นก้อนที่คุ้มค่าครับ เล่นได้หลากหลาย มีย่านเสียงให้เลือกเล่นได้กว้างครับ


Thank you GoGuitarLive For VDO Clip

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Bogner : Lafayette

วันนี้มาว่ากันถึงแอมป์พลิฟายด์จากค่าย Bogner Amplification กันอีกสักรุ่นครับ คราวนี้เป็นอีกรุ่นที่อยู่ใน International Series ชื่อว่า Lafayette ซึ่งเป็นแอมป์ขนาด Bed Room Scale อีกรุ่นที่เรียกว่ามีความนิยมสูงมากใกล้ๆ กับรุ่นอื่นๆ เช่นพวก New Yorker หรือ Barcelona

Lafayette เป็นแอมป์ขนาด 6 และ 12 วัตต์ สามารถปรับได้ตามสะดวก โดยใช้หลอด EL84 ในภาค Power และ ECC83s ในภาค Preamp โดยมีปุ่มควบคุมแค่ Volume - Tone - Schizo โดย Schizo จะคุม Gain เป็น 4 Stages แตกได้ 4 ระดับว่างั้น

การดีไซน์ของ Lafayette นี่ ทาง Bogner เค้าเกริ่นไว้ว่าเป็นการรวมตัวของเสียงในแบบ US Tweed และ US EL84 เข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมลงตัว เป็นอย่างไรนั้น คงต้องลองทดสอบกันดูครับ แต่จากตัวแอมป์ที่ผมทดลอง Bogner ทำออกมาได้เนี๊ยบและลงตัวมากๆ สำหรับแอมป์ขนาดเล็กที่สามารถเล่นในบ้าน ในห้องนอนได้อย่างสบายๆ


ผมทดสอบ Bogner Lafayette ด้วยกีตาร์ James Tyler และ Mad Professor: Little Green Wonder Overdrive / Providence: Delay 80s / Neunaber : WET Reverb เสียงคลีนของ Lafayette จะออกใสๆ แต่ย่านเบสจะใหญ่กลม มีความเป็นธรรมชาติมากๆ อาการบีบอัดไม่มีจึงทำให้เสียงออกมาเต็ม และมีเสียงกรุ๋งกริ๋งในย่านแหลมออกมาทำให้เสียงฟังเปิด เมื่อเติม Overdrive เข้าไปก็เข้ากันได้ดีครับ เป็นเสียงคลีนที่เหมาะกับการใช้เอฟเฟคก้อนมากตู้นึงเลย เมื่อเพิ่ม Delay/Reverb เข้าไป ยิ่งเยี่ยมเลยเสียงฟังมีมิติมากๆ การที่ได้แอมป์ที่มีพื้นฐานเสียงดีๆ นี้ ทำให้เอฟเฟคก้อนเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Lafayette ที่มี Knob อันหนึ่งที่เรียกว่า Schizo เป็นสวิทช์ที่ปรับได้ 4 ทาง เป็นการควบคุมประมาณนี้ 1: เสียงจะออกคล้ายๆ เป็นแนวแบบ Blackface จะฟัง Scoop Mid นิดๆ แต่คลีนที่สุด และเป็นเสียงเอกลักษณ์พอสมควร 2: เสียงจะฟัง Sparkle ขึ้นมีเนื้อหนังมากขึ้น EQ จะบาลานซ์หน่อย 3: จะคล้ายๆ กับ Pos:2 แต่จะมีย่านเบส และแหลมที่เด่นขึ้นชัดเจน 4: อันนี้จะแตกนิดๆ เสียงกลมหนาและฟังสว่างที่สุด ทั้งหมดนี้ Lafayette ก็ให้คุณได้มากเกินพอครับ สำหรับคนที่ต้องการแอมป์ที่เสียงคลีนดีๆ ไว้เล่นกับก้อนที่คุณรักอย่างสบายอารมณ์  อยากให้ได้ลองกันสำหรับแอมป์เทพๆ ตัวนี้ Bogner : International Series : Lafayette


วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

Bogner : ATMA 18


สองวันนี้มีโอกาสได้ทดสอบแอมป์รุ่นใหม่ซิงๆ ที่เพิ่งมาถึงเมืองไทยเลย แอมป์ตัวนี้มาจากค่าย Bogner Amplifications ที่ขึ้นชื่ออยู่ในแถวหน้าของแอมป์ Boutique ของทาง USA เขา รุ่นใหม่ซิงๆ ที่ว่านี้ มีข่าวว่าจะออกมาวางตลาดตั้งแต่ต้นๆ ปี 2013 โน่น สุดท้ายกว่าจะพัฒนาจนได้จุดที่พอใจ ก็กินเวลามาถึงสิ้นปีพอดี รุ่นที่ว่านี้ทาง Bogner เรียกว่า ATMA 

Bogner ATMA นี้เปิดตัวครั้งแรกที่ NAMM Show 2013 นี่แหละครับ เป็นที่ฮือฮามากเพราะเป็นแอมป์ถูกออกแบบมาให้คล้ายๆ กับกล้อง Telescope ของเรือดำน้ำ แปลกตามาก และเมื่อมองไปที่ feature ต่างๆ ของแอมป์ ต้องบอกว่ามันคือแอมป์ขนาดใหญ่ ที่ถูกย่อให้เหลือขนาดจิ๋วเดียว เนื่องจากมีฟังก์ชั่นครบถ้วนจริงๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในย่อหน้าถัดๆ ไปครับ ส่วนการดีไซน์ก็เป็นไปอย่างโมเดิร์น ใช้อัลลูมินั่มที่ออกแบบได้สวยงามหน้าใช้ Bogner แอมป์มีจุดเด่นมากๆ ทั้งด้านคุณภาพของแอมป์ และการออกแบบอยู่แล้วครับ แน่นอนว่าได้ทั้งคุณภาพเสียงที่สุดยอด และการออกแบบหน้าที่หล่อเหลาเลยหล่ะ


ATMA เป็นแอมป์ที่มีกำลังขับสูงสุดที่ 18 วัตต์ และมี Built-In Attenuetor ลดกำลังขับเหลือ 5 และ 1 วัตต์ได้ตามลำดับ จึงเป็นแอมป์ที่น่าใช้ได้ทั้งใน Bed Room Scale เล่นในคอนโด หรือสำหรับคุณๆ ที่จำเป็นต้องเล่นเบาหน่อย แต่ถ้าจำเป็นก็สามารถเอาไปออกงานในคลับขนาดเล็กก็ยังไหว ATMA ดีไซน์โดยใช้ EL84 สำหรับหลอดเพาเวอร์ ECC83s สำหรับภาคพรีแอมป์ และมี EZ81 เป็น Recifier ฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่มีมาก็ยังมีช่องเสียบ Loop Sent-Return / Modern-Vintage Voicing และมีช่อง Speaker ให้เสียบได้ทั้ง 16-8-4 โอห์ม เรียกว่ามาครบถ้วน เหมือนเอาหัวแอมป์ขนาดใหญ่มาย่อให้เหลือหัวจิ๋วเดียวเลยครับ ครบถ้วนมากๆ

มาว่ากันถึงเรื่องเสียงกันครับ ผมทดสอบ Bogner ATMA กับกีตาร์ James Tyler เสียบตรงๆ เข้าแอมป์ควบคุมแชนแนลด้วยฟุตสวิทช์ที่มาพร้อมกับแอมป์ ไปออก Bogner International Cabinet 1x12 ทดสอบที่ 5 watt เสียงออกมาเรียกว่าประทับใจและรู้สึกว่าเกินความคาดหมายกับหัวเล็กๆ หัวนี้เลยครับ เสียงคลีนที่ปรับได้ 3 แบบใช้งานได้หลากหลาย แต่ละแบบเลือกใช้ตามความชอบได้เลยมีทั้งออกเต็มทุกย่านเสียง หรือตัดเสียงแหลมออกไปบางส่วน หรือเพิ่มย่าน Presense นิดหน่อย ควบคุมด้วยปุ่มวอลลุ่มและโทน ส่วนเสียงดิสทรอชั่นนี่ หายห่วงเลยครับ มีให้เลือกตั้งแต่แตกแบบยุค 60 - 70 - 80 เล่นสนุกสุดๆ แตกเยอะสุดจะเป็น 80 แต่จะฟังคอมเพรสหน่อยๆ ส่วน 70 นี่เล่นมันส์มากๆ ไดนามิกหนักเบา ฮาร์โมนิกออกชัดเจนทุกลูกทุกดอกครับ ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อสำหรับหัวแอมป์ขนาดเล็กๆ แบบนี้ เสียงใหญ่เกินตัวจนไม่อยากให้พลาดกันครับ





วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Strymon : OB1

ผมรู้จัก FX จากค่าย Strymon มานานมากแล้วครับ แต่ยังไม่เคยจับมาคุยให้ฟังเสียที ด้วยเพราะเขาเอฟเฟคต์ที่ส่วนใหญ่แล้วมีความซับซ้อนพอสมควร ต้องเขียนกันยาว (ขี้เกียจนั่นเองแหละ) แต่เมื่อได้ทดลองเล่นหลายๆ รุ่นของ Strymon แล้ว ก็รู้เลยว่าเขาเป็นอีกค่ายที่ไม่ธรรมดาเลย ทำ FX ออกมาได้ดีมากๆ ครับ บทนี้ ผมจะหยิบตัวเอาตัวใช้งานง่ายที่สุดมาคุยให้ฟังก่อน เป็น FX ที่เรียกว่า 2 in 1 คุ้มค่าน่าใช้ทีเดียว

Strymon : OB1 เป็นหนึ่งในหลายๆ รุ่นที่ออกมาสนองความต้องการของคนกีตาร์ โดยรุ่นนี้เป็น Booster และ Compressor ในก้อนเดียวกัน แบ่งฝั่งกันใช้งานอย่างชัดเจนครับ ถือว่าสะดวกมากสำหรับคนที่มองหา FX สองสิ่งนี้ และต้องการประหยัดพื้นที่บอร์ด การใช้งานปรับแต่งก็ง่ายทีเดียว ไม่ซับซ้อนมากมายนัก ปุ่มควบคุมก็มีเพียงแค่ 3 ปุ่ม กับ 1 Toggle Switch เท่านั้นครับ


OB1 แบ่งการทำงานเป็น 2 ฝั่งคือ ซ้ายคือ Clean Boost และขวาคือ Compressor ในฝั่ง Booster จะมีการควบคุมมากกว่าหน่อยคือใช้ 1 ปุ่ม (Boost Level) ไว้ควบคุมความดังของ Boost ว่าจะให้ดังกว่าเสียงปกติไปเท่าไหร่ ถ้าเปิดสุดจะมีการ Clip หรือแตกเล็กน้อย และ 1 Toggle Swtich ไว้ปรับว่าจะ Boost ในย่านไหน Treble หรือ Mid หรือจะปรับเป็น Overall Boost ก็ได้ ส่วนฝั่ง Compressor ก็มีปุ่ม Comp ไว้คุมว่าจะให้มีการบีบอัดมากน้อยแค่ไหน ใช้งานสะดวกมากๆ ส่วนปุ่ม Output นั้นไว้ควบคุมความดังเบาของตัวก้อนโดยรวมครับ นั่นหมายถึงว่าเราสามารถตั้งความสมดุลย์ระหว่างเสียงจากก้อน และเสียงกีตาร์ได้เลย

ผมทดสอบ OB1 ด้วย Kingbee T-Custom ผ่าน Strymon OB1 ไปเข้า Komet Concorde และ Komet 2x12 Cabinet พบว่า Compressor ของ OB1 นั้นจะออกทางใสๆ ไม่ขุ่นการบีบอัดสูงสุดไม่ได้มากมายจนฟังแล้วอึดอัด ที่สำคัญคือเสียงกีตาร์แทบจะไม่เปลี่ยนเลยครับ มาลองฝั่ง Clean Boost บ้าง ก็ใช้งานได้ครอบคลุมครับ ทำหน้าที่ในส่วน Boost ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้เสียงกีตาร์ดังขึ้นกว่าเดิมมากพอสมควร แต่ถ้าต้องการให้แตกเพิ่ม ต้องบิดสุด ซึ่งอาจจะทำให้ดังเกินกว่าที่ต้องการไปเล็กน้อยครับ คร่าวๆ นั้น ผมคิดว่า OB1 น่าสนใจมาก ในระดับราคาที่เป็นมิตรและได้เสียงที่จำเป็นต้องใช้งานถึงสองเสียงแบบนี้คุ้มครับ


วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Kinman : Big - Nine - O

เดือนที่แล้วเกเรไปหนึ่งเดือน ไม่ได้เขียนอะไรให้อ่านกันเลยครับ มาช่วงนี้มีอะไรใหม่ๆ ให้เล่นกันหลายอย่าง ได้ลองอะไรดีๆ หลายชิ้นเหมือนกัน ก็จะกลับมาเขียนให้อ่านกันเหมือนเดิมครับ เมื่อวันวานนี้เองสดๆ ร้อนๆ มีโอกาสได้ลองกีตาร์ Fender Stratocaster ตัวนึงที่ผลิตใน Mexico แต่ว่าใส่ปิ๊กอัพของแบรนด์ Kinman รุ่น Big - Nine - O ไว้ ได้ลองแล้วก็รู้เอ๊ะ มันเจ๋งอ่ะ เลยไปหาข้อมูลต่อว่ามันเป็นอะไรยังไง เลยมาเขียนเล่าให้ฟังครับ 

Kinman รุ่น Big-Nine-O จริงๆ ก็คือปิ๊กอัพที่ให้เอาท์พุทแรงเหมือนตระกูล P-90 ที่เป็นไซส์ Single Coil ปรกตินั่นเองครับ จะแรงไม่เท่าพวก Minihum แต่ให้ความดังพอๆ กับ Humbucker และยังมี Dynamic หนักเบาได้เหมือน Single Coil จุดเด่นๆ ของ Kinman แน่นอนคือความเงียบครับ เมื่อเทียบกับพวก P-90 True Coil ที่จี่กระจายแล้ว Big-Nine-O ถึงจะมีเสียงฮัมเล็กๆ แต่ถือว่าเงียบลงไปมากมายเลย

ผมทดสอบ Fender Stratocaster ตัวนี้ (ติด Big-Nine-O) กับแอมป์ Komet : Concorde ผ่าน Komet 2x12 Cabinet โดยใช้ Free The Tone : Gig Boson Overdrive และ OKKO : Dominator เสียงคลีนเสียงหนาอิ่ม และใหญ่มาก ย่านเบสเสียงลึกหนา แต่คงความนุ่มนวลครับ เล่น Blues, Jazz ได้สบายๆ เลย ใช้ตัวบริดจ์เล่นก็ยังคงความทแวงในแบบ Strato อยู่ ไม่ได้แข็งกระด้างเลย ตรงนี้ถือว่าผ่าน ผมเปิดเล่นกับ Overdrive ดูเสียงฮัมก็ยังไม่มีครับ เงียบดี ปิ๊กอัพเอาท์พุทเยอะกินเสียง Drive ได้ดีทีเดียว เล่นสนุก Dynamic แทบไม่ต่างกับพวก True Coil ดีดเบาแตกน้อย ดีดหนักแตกเยอะเล่นสนุกมือ แต่จุดที่ผมต้องการทดสอบคือเล่นกับ Hi Gain Distortion แบบ Dominator พอเปิดใช้งานพบว่ามีเสียงฮัมออกมาเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเทียบกับ Single Coil แบบที่ไม่เป็น Zero Hum แล้วนับว่าเบาลงมากทีเดียว ตรงนี้ผมให้ผ่านฉลุยครับ เสียงออกมาแตกหนักหน่วงเล่น Metal ก็ยังได้ 

Kinman : Big-Nine-O ถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าลองเล่นสำหรับเพื่อนๆ ที่ใช้ปิ๊กอัพที่มีเอาพุทค่อนไปทางแรง แต่ยังมี Dynamic แบบ Single Coil แต่ทว่าเงียบในแบบฉบับ Zero Hum น่าจะถูกใจขาร๊อคที่ชอบเล่น Single Coils แต่ไม่ชอบเสียงฮัม/จี่ครับ แนะนำให้ลองเลย แจ๋วมากๆ



วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

Keeley Red Dirt Ovd

เมื่อวานเพิ่งได้ลองเอฟเฟคต์ก้อนตัวใหม่ที่เพิ่งส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมา เป็นเอฟเฟคต์จากแบรนด์ดังอย่าง Keeley Electronics ที่เคยสร้างชื่อมาแล้วจากรุ่นอื่นๆ เช่น Katana Boost / C4 Compressor หรือ Boss Modified ที่เป็นทีต้องการของตลาดอย่างสูง มาคราวนี้ Keeley ออก Overdrive ตัวใหม่ในราคาที่มิตรภาพขึ้น เรียกว่า Red Dirt Overdrive 

Keeley Electronics : Red Dirt Overdrive มากับกล่องดีไซน์ใหม่ของ Keeley เอง และตัวถังสีแดงเพลิงสะดุดตา มาพร้อมกับปุ่มปรับ 3 ปุ่มง่ายๆ คือ Gain - Tone - Level และมี Lo - Hi Switch คือ Low gain หรือ Hi Gain นั่นเอง ผมทดสอบ Keeley Red Dirt Ovd ด้วยกีตาร์ Fender R60 Telecaster และ Gibson Les Paul Standard ไปออกแอมป์ Komet Concorde + Komet 2x12 Cabinet

Red Dirt ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Keeley อย่างเหนียวแน่นด้วย Overdrive ที่ให้ย่านเบสลึก กลางแน่น ย่านเสียงแหลมไม่บาดหู มีแคแรกเตอร์คล้ายๆ 80s TS-808 แต่ย่านเบสใหญ่กว่าพอสมควร ถ้าปรับลงมาที่ Low Gain และเปิด Gain น้อยๆ เปิด Level เยอะๆ จะได้ไดนามิกที่กว้างพอสมควร และจะมีอาการคลิป คล้ายๆ สไตล์ Dumble เหมือนกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Humbucker เล่นกับ Red Dirt เพราะจะแตกได้มากอีกหน่อย และเมื่อลดวอลลุ่มกีตาร์ลงเล็กน้อย มันจะคลีนขึ้นอีกนิด เล่นได้หลากหลายพอสมควรเลย ไฟก็ใช้ 9vDC ปรกติและกินไฟไม่มากครับ ถ้าหากใครหา Overdrive ดีๆ ราคามิตรภาพและเล่นได้หลากหลายหล่ะก็ Keeley : Red Dirt Overdrive น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีอันดับต้นๆ ของคุณได้เลย


วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

BKP : Rebel Yell

ณ ตอนนี้ หนึ่งในปิ๊กอัพกีตาร์ที่นักดนตรีชาวสยามเริ่มรู้จักกันมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปิ๊กอัพที่คนพูดถึงมากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้น Bare Knuckle Pickups และรุ่นที่ผมจะนำมาแนะนำกันในบทนี้ ก็จะเป็นรุ่นที่เรียกว่าพิเศษหน่อย เพราะเป็น 1 ใน 2 รุ่นลายเซนต์ที่ทาง BKP ผลิตออกมา และเป็นรุ่นที่นักกีตาร์ระดับท๊อปของบ้านเรา นั่นคือพี่ป๊อป เดอะ​ ซันเลือกใช้ ผมกำลังพูดถึงรุ่น Rebel Yell - Steve Stevens Signature พี่ Steve เป็นใครมาจากไหน นักกีตาร์รุ่นใหม่ๆ อาจจะไม่คุ้นหูนัก ต้องบอกว่าเค้าเป็นมือกีตาร์ฝีมือฉกาจคนหนึ่ง เล่นให้กับ Billy Idol มายาวนาน และเค้าเป็นคนเล่น Top Gun Theme ที่เราคุ้นหูกันมานาน (ไม่ใช่ Ed Van Halen อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจผิดกันมานาน)


ผมมีโอกาสได้ลองกีตาร์ที่ติดตั้ง Rebel Yell อยู่สองตัว และเป็นทั้งแบบ Covered และ Open Coils ผมทดสอบ Gibson Les Paul Custom ที่ติดตั้ง RY แบบ Covered (สีดำอย่างเท่ห์) เล่นผ่าน Bogner Shiva พบว่า เสียงของ RY จะโดดเด่นที่ย่านเสียงกลาง/แหลมค่อนข้างมา เล่นกับ Disotrtion ไม่แผดคมแหลมจัดๆ แต่ฟังชัดย่านเสียงกลาง/แหลมมาเต็มเล่น Rock/Hard Rock ได้สนุกดี การตอบสนองรวดเร็ว และมีความสมดุลย์ในแต่ละสายเท่ากันชัดเจน เบสไม่ล้น เสียงคลีนตัว Neck ฟังนุ่มนวลกลมกล่อมกว่าที่คิด เล่น Blues/Jazz ได้สบายๆ เอาท์พุทแรงพอสมควร แต่ไม่เยอะขนาดทำให้เสียงคลีนแข็งกระด้างซึ่งแจ๋วมากๆ ครับ


ส่วน RY แบบ Open Coils ที่ติดตั้งอยู่บน PRS Corvette Standard ฟังดุดันกว่า ถึงแม้ลำตัวกีตาร์จะบางกว่า LP Custom แต่ไม่ทำให้น้ำหนักเสียงบางลงไปเลย ผมเสียบ PRS ผ่าน Bogner Shiva ใช้ Setting เดียวกันกับ LP เป๊ะ เสียงย่านเบสอาจจะน้อยกว่า แต่เสียงกลาง/แหลม แผดสนั่นกว่ามาก น้ำเสียงฟังแล้วสามารถเล่นไปไกลถึงพวก Metal เลยครับ Covered ติดหรือไม่ติดมีผลมากพอสมควร จุดเด่นๆ ก็เช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ และเป็นเอกลักษณ์ของ BKP เลยคือบาล๊านซ์ระหว่างสายทำได้เทพมาก เสียงของสายแต่ละเส้นออกมาชัดเจนครบทุกสาย ไม่มีปัญหาการโดดของเสียงแต่ละสายทั้งสิ้น

Rebel Yell น่าเป็นการอัพเกรดกีตาร์ของคุณที่น่าจะคุ้มค่าอย่างมากๆ ถ้าคุณมองหา Humbucker ที่เล่นได้กว้างๆ แบบ Rock/Blues/Jazz/Hard Rock จริงๆ เล่น Pop ก็ยังน่าจะได้สบายๆ ลองดูครับแล้วคุณๆ จะไม่ผิดหวังกับ Bare Knuckle Pickups : Rebel Yell ที่พี่ป๊อป เดอะ ซันยังไว้วางใจ



วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Cioks : Link Big John

REVIEW : CIOKS "LINK BIG JOHN"

หลังจาก Cioks ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย กับ Power Supply ที่เรียกได้ว่าท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้ชนิดเหลือเฟือจากรุ่น DC10 จากตรงนั้น Cioks ได้พยายามอย่างมากที่จะลบจุดอ่อนในการผลิต Power Supply ขนาดกลางและเล็ก โดยใช้วิธีการปรับปรุงรุ่น Standard ขึ้นมา 3 รุ่น มาเป็นรุ่นกลางที่เรียกว่า Link Series ผลิตออกมา 3 รุ่นคือ Schizophrenic - Big John - AC Rider โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ในราคาที่เรียกว่าคุ้มค่ามากหล่ะ มันเป็นยังไง เดี๋ยวผมจะแจงให้ฟังกันครับ


Cioks Link : Big John กลับมาในโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม จากเดิมที่ตัวถังเป็นพลาสติกแข็ง และมีสายไฟติดมาจากบอดี้เลย ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้ดีไซน์แบบ Professional Series คือเป็นเหล็กพับอย่างดี และแข็งแรงมากๆ มี Dimension อยู่ที่ 130mm x 88mm x 39mm และต่อสายไฟแยกต่างหาก ลดความเกะกะจากดีไซน์เดิมเป็นอย่างมาก และใน Link Series นี้ความพิเศษก็คือ Power Supply สามารถ Link หรือ เชื่อมต่อกันได้จริงครับ เช่นเอา Big John มาต่อกัน 2 ก้อน หรือ Big John ต่อกับ Schizophrenic เมื่อต้องการขยายภาคจ่ายไฟให้กับเอฟเฟคต์ที่อาจจะมีจำนวนมากขึ้น ถือเป็นคอนเซปท์ใหม่ของ Power Supply เลย และไม่มีใครทำมาก่อน


Big John มากับช่องเสียบ FX ได้ถึง 6 ช่อง และแบ่งเป็น Isolate 4 ส่วน คือช่อง 1-2 , 3-4 , 5 และ 6 ในส่วนช่อง 1-2 ที่แชร์ไฟร่วมกัน จะมีกำลังจ่าย 100 mA เช่นเดียวกันกับช่อง 3-4 ส่วนช่อง 5 และ 6 จะจ่ายไฟได้ช่องละถึง 400 mA รวมแล้วจ่ายไฟได้ถึง 1A เต็มๆ ไม่ง่ายครับที่จะหา Power Supply ขนาดนี้มีกำลังจ่ายไฟได้ขนาดนี้ นอกเหนือจากนั้น ช่องที่ 2,4,5,6 นั้นสามารถเปลี่ยนจากจ่ายไฟ 9vDC ไปเป็น 12vDC ได้ด้วยจากการปรับ dip switch ข้างตัวเครื่อง ผมลองทดสอบ Big John เปรียบเทียบกับตัวจ่ายไฟชนิดอื่น Big John จ่ายไฟได้นิ่งและทำให้ FX ทำงานเต็มที่ ได้เสียงที่ฟังแตกต่างอิ่มหนาขึ้นมาชัดเจน แนะนำให้ลองครับ สำหรับ Power Supply ซีรี่ส์ LINK ของ Cioks อ่อลืมบอกไปว่า ซีรี่ส์นี้เพิ่มจุดเด่นขึ้นมาอีก 1 จุดคือสามารถเปลี่ยนการรับไฟจาก 110v มาเป็น 230v ได้อีกด้วย สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลกเลยทีนี้ ถ้าคุณมองหา Power Supply ที่ทำงานได้เรียกว่ายอดเยี่ยมมากๆ แต่ไม่ต้องการขนาดใหญ่ อยากจะให้ลองพิจารณา Cioks Link Big John ตัวนี้ดูครับ




วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Kinman : AVn62 Pickups

ผมเคยเขียนถึง Kinman "Zero-Hum" Pickups ไปแล้วเมื่อคราวนำเอารุ่น Bridge Blaster มายัดใส่ Fender Customshop Esquire ของผม มาคราวนี้ด้วยความที่ผมจำเป็นต้องเอากีตาร์ H-S-S ไปเล่นกับวง ก็รู้สึกว่าจะต้องหาปิ๊กอัพมาติด James Tyler ของผมเนื่องจากซิงเกิ้ลคอยล์สองตัวบนมันช่างมีเสียงรบกวนค่อนข้างมาก ก็เลยนึกถึง Kinman อีกครั้ง หลังจากใช้เวลาเลือกดูว่ารุ่นไหนเป็นที่น่าสนใจ ผมก็ตัดสินใจเอารุ่นที่เรียกว่า AVn62 ตัว Neck และ Middle มาใช้กับ Tyler 

Kinman : AVn62 เป็นรุ่นที่่ทาง Kinman บอกว่าเป็นแนวๆ "Aged Tone" ก็คือพวกวินเทจซาวด์นั่นแหละ ซึ่งก็เป็นลักษณะเสียงที่ผมอยู่ในกลุ่มที่ผมต้องการ เมื่อไปอ่านข้อมูลก็พบว่า AVn62 นั้น ตั้งใจจะให้ใกล้เคียงกับพวกกลุ่ม 62' Strat Tone หรือเสียงในแบบ Stratocaster ยุค 60 หรือเทียบง่ายๆ ก็คงได้เสียงประมาณ SRV - Rory Gallagher - John Fruciente อะไรแถวๆ นั้น ส่วนข้อมูลทางเทคนิคเขาแจ้งไว้ว่าเป็น Medium Output : Increased Response 6k / Resonance 3.8 KHz / Inductance 2.5H


ผมติดตั้ง AVn62 ตัว Neck และ Middle ลงไปแทน JTS2500 เดิมๆ และเล่นต่อผ่าน Bogner Escstast Red เข้าตู้ Komet K60 - Komet 2x12 Custom Cab สิ่งที่สังเกตุได้ชัดเจนมากๆ คือเสียงจี่ เสียงฮัมหายไปจนเงียบสนิท จนผมแทบเข้าใจว่าผมปิดวอลลุ่มกีตาร์อยู่ และเมื่อสับสวิทช์ไปที่ Humbucker ตัวล่าง เสียงฮัมนิดๆ ก็เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า AVn62 นั้น เงียบกว่า Humbucker ด้วยซ้ำไปครับ มาว่ากันถึงเสียงบ้าง สิ่งแรกที่คำนึงถึงก็คือความเป็นธรรมชาติของเสียง เนื่องเพราะโดยปรกติปิ๊กอัพประเภท Hum-Canceling พวกนี้จะสูญเสียสัญญาณและความเป็นธรรมชาติบางอย่างไป แต่กับ Kinman สิ่งเหล่านี้ไม่มีครับ น้ำเสียงที่ได้จะฟังใกล้เคียงกับพวก True Coils แทบจะ 100% (ผมฟังไม่ออกว่าต่าง) น้ำเสียงที่ได้จะฟังดูกลมๆ บู๊ๆ หน่อยครับ ย่านเบสกับกลางมาเต็ม ย่านแหลมจะมาไม่มากซึ่งผมถือว่าดีมากเพราะจะฟังไม่คม ไม่แหลมจัด เมื่อนำไปเล่นที่ Hi Volume กับวงทั้งวง เมื่อเปิดกีตาร์ดัง และได้ Gain จาก Distortion ที่ดังขึ้นอีกระดับ ผมก็รู้สึกว่า AVn62 ยังคงเงียบและเป็นธรรมชาติอยู่มากๆ เมื่อเทียบกับพวก True Coils ดังนั้น จึงเป็นที่แน่ใจว่า AVn62 จะอยู่ใน James Tyler ตัวนี้ไปอีกนานๆ ครับ เนื่องด้วยใช้งานได้สะดวกและเงียบดีจริงๆ ดีมากจนอยากให้คุณๆ ได้ลองครับ