วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

BKP Painkiller Set

ระยะนี้ตลาดสายโมด์กีตาร์คึกคักกันมากนะครับ ผู้ใช้งานเริ่มเปิดใจรับอะไรที่มาตรฐานสูงตามราคากันมากขึ้นเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด Guitar Pickups นั้น User เริ่มยอมลงทุนกับของดีๆ มาตรฐานสูงๆ ซึ่งราคาไม่ได้ถูก แต่มีคนใช้งานเยอะขึ้นเรื่อยๆ

บทนี้ผมมีโอกาสได้ลองทดสอบ Pickups ชุดหนึ่งซึ่งนำตลาด Premium Pickups มานานหลายปี คือค่าย Bare Knuckle Pickups จากอังกฤษ ชุดนี้เรียกว่า Painkiller Humbucker Set ซึ่งทางผู้ผลิตใช้ชื่อ Reference ถึงเสียงในแบบ Judas Priest ยุคใหม่ ผมจิตนาการไว้ว่าเสียงต้องเป็นสไตล์ Output แรงๆ ดุๆ กระด้างๆ หน่อย ในความเป็นจริงแล้ว เป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาตามกัน


ผมได้ทดสอบ Pickups ชุดนี้ติดมากับกีตาร์ Fender Telecaster Jim Root Signature โดยเปลี่ยนจาก EMG มาเป็น Painkiller Set และเปลี่ยนจากคอขาว มาเป็นคอดำแทน Pickups ชุดนี้นั้นมากับฝาครอบที่เรียกว่า Black Battleworn คือทำสีดำสนิทและมีรอยถลอก ดูเท่ห์มากๆ น่าจะมีแต่ BKP ที่ Offer ลูกค้าด้วยอ๊อปชั่นฝาครอบสวยๆ หลากหลายชนิดครับ ทีนี้มาด้านเสียง พบว่าสิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนแบบไม่ต้องมโนเลยคือเสียงคลีนที่ฟังนุ่มนวลกว่าของเดิม มีความเป็นเม็ด เป็นลูกที่ไม่มีความแข็งกระด้างเหลืออยู่ และบาลานซ์ทั้ง 6 สายดีมากๆ (ลองฟังจากคลิปด้านล่างดูนะครับ) ทั้งนี้ ผมใช้แอมป์ Krank รุ่น Krankenstein บันทึกเสียงนะครับ โดยแต่เดิม Kranken นี่ก็ให้เสียงคลีนค่อนข้างแข็ง แต่ชุด Painkiller นี่ช่วยให้ซอฟท์ลงเล่นง่ายขึ้นอีกเยอะครับ

Official VDO แชร์กันได้นะครับ


ผมลองเล่นโดยเติม Drive เข้าไปนิดหน่อย ก็ยังสามารถเล่น Picking Style ได้แบบไม่เสียโทนเสียงและบาลานซ์ระหว่างสายก็ยังดีมากเหมือนเดิม เมื่อเปิด Drive มากๆ เข้าไปก็ยังรักษาระดับบาลานซ์ได้ดีเยี่ยม และเสียงก็โหดขึ้นตามจำนวน Drive ที่ใส่เข้าไป เมื่อเล่นพวก single note ก็ได้เสียงกลมๆ หนาๆ ชัดๆ จาก Neck Pickup และเสียงค่อนไปทางกร้าวๆ เมื่อใช้ Bridge Pickup - Bare Knuckle Pickups ชุด Painkiller Humbucker Set ไม่ได้ทำได้แต่เสียงโหดๆ แต่สามารถสร้างเสียงละมุนละไมได้อีกด้วยครับ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนกำลังหาโมด์กีตาร์ตัวโปรดของคุณให้ได้เสียงค่อนข้างครอบคลุมเล่นได้แทบจะทุกแนวดนตรี ชุดนี้ไม่ผิดหวังครับ


วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Simble Overdrive

     ช่วง 5 ปีหลังมานี้ผู้ผลิตเอฟเฟคต์ก้อนหลายๆ แบรนด์เริ่มหันมาพัฒนาเสียงของ Overdrive ไปในทิศทางคล้ายๆ กัน โดยชูธงเอาเสียงของแอมป์พลิฟายด์ที่เรียกได้ว่าหายากที่สุด และราคาพุ่งไปแพงมากที่สุด Dumble Overdrive Special คือชื่อของแอมป์ตัวนั้น - DOS นี้เป็นแอมป์ที่นิยมมากๆ สำหรับนักกีตาร์สาย Blues / Jazz / Rock ที่ต้องการโทนเสียงกลมๆ เบสใหญ่และลึก มีไดนามิกดี ซึ่งจะซื้อแอมป์รุ่นนี้ ณ ปัจจุบันนี้ น่าจะต้องใช้เงินมากกว่าหนึ่งล้านแปดแสนบาท คุณอ่านไม่ผิดครับ หนึ่งล้านแปดแสนบาทจริงๆ ($50,000) แอมป์รุ่นที่พูดถึงนี้สร้างสรรค์ผลงานให้กับ Carlos Santana / John Mayer / Robben Ford / Larry Carlton มานักต่อนักแล้ว และเป็นหนึ่งในเสียงที่นักกีตาร์ตามหาเยอะที่สุดเสียงหนึง


     พอสังเขปกันแล้วกับเรื่องของ Dumble Overdrive Special ช่วงนี้เรามาคุยกันถึงเรื่องเอฟเฟคต์ก้อนที่ทางบริษัท Mad Professor จากประเทศ Finland ผลิตออกมาโดยมีแอมป์ DOS นี้เป็นต้นแบบ เขาเรียกเจ้าก้อนเล็กๆ นี้ว่า Simble Overdrive

      Simble มาในรูปแบบของเอฟเฟคต์ก้อนขนาด Compact ไม่เปลืองเนื้อที่บอร์ด และถูกออกแบบมาให้ใช้ไฟได้ตั้งแต่ 9v ไปจนถึง 12v และใช้ไฟเพียง 10mA เท่านั้นเอง  มีปุ่มมาให้ปรับ 4 ปุ่มคือ :

Level : ควบคุมความดังเบาของตัวก้อน
Sensitivity : ควบคุมความมากน้อยของ Gain
Contour : ควบคุม Tone ของตัวก้อน
Accent : ควบคุม Pick Attack (ส่วนนี้ผมชอบมาก สำหรับคนที่ชอบดีดแล้วฟัง Pick Attack ที่หัวโน๊ต)


     ผมทดสอบ Simble Overdrive ต่อตรงๆ เข้ากับ UA Apollo Twin บันทึกเสียงโดย Logic Pro X พบว่า Simble เป็นเสียง Overdrive ที่มีไดนามิกที่ดีมากๆ ดีดเบา ดีดแรง มีผลต่อเสียง และ touch อย่างมาก ปรับ Contour มาทางซ้ายจะให้เสียงที่ dark ลงนิดหน่อยเหมาะกับทาง Jazz และปรับ Contour ไปทางขวาเยอะหน่อย เสียงจะฟังสว่างขึ้น เมื่อเพิ่ม Sensitivity ไปทางขวาก็จะฟาด Rock ได้สบายๆ

     Mad Professor เชื่อถือได้เลยในการดีไซน์ Overdrive ดีๆ และ Simble Overdrive นี่ก็เช่นกัน ตัวนี้อาจเป็นเสียงที่คนรัก Jazz / Blues / Rock มองหา และสำหรับคนที่ต้องการเสียงแบบ Dumble Overdrive Special - ก้อนเล็กๆ ก้อนนี้ ให้เสียงที่แพงเหลือเชื่อครับ

*** ลองฟังคลิปด้านล่างดู ทาง Mad Professor ได้ทำคลิปทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง Simble Overdrive กับ Dumble Amp จริงๆ ***






วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ยืดอายุการใช้งานแอมป์กัน




ถ้าเพื่อนๆ ที่ตามอ่านอยู่นี้มีแอมป์เล่นกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนๆ ที่มีแอมป์ที่ฝรั่งเรียกว่า Tubes Amp หรือ Valves Amp - สองคำนี้เหมือนกันนะครับ คือหมายถึงแอมป์ที่ใช้หลอดสุญญากาศเป็นกำลังขับ เพียงแต่ American Eng ใช้ Tubes ส่วน Brit Eng ใช้คำว่า Valves -

แอมป์ต่างๆ โดยเฉพาะแอมป์หลอดนั้น มีอายุการใช้งานของมันอยู่ครับ เหมือนกับเครื่องไฟฟ้าทั่วๆ ไป ถ้าเราดูแลรักษามันดีๆ มันก็จะใช้งานได้นาน และอยู่กับเราไปอีกนานเลย ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่าแอมป์หลอดนั้น มีความ Sensitive มากกว่าพวก Transistor ที่ไม่ใช้หลอดอยู่มาก ไฟกระชากครั้งเดียวก็อาจจะทำให้เสียงเปลี่ยนไปเลย หรือเซอร์กิตมีปัญหาได้ทันที ดังนั้นแล้วต้องระมัดระวังเอาใจใส่เขานิดนึง

วิธีการดูและรักษาง่ายๆ สำหรับแอมป์หลอด ก็มีดังนี้ :

1. การ Bias แอมป์นั้นต้องเหมาะสมกับแอมป์นั้นๆ คิดเหมือนรถยนต์ดูนะครับ ถ้าเราตั้งคันเร่งแรงไป รถก็จะมักจะพุ่งไปข้างหน้าแบบเร็วเกินไป ถ้าตั้งต่ำเกินไปรถก็จะสะดุดๆ เวลาเราเร่งเครื่อง - แอมป์ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าเราตั้ง Bias ให้ Hot เกินไป วงจรก็จะทำงานหนักกว่าที่เขาถูกออกแบบมา ทำให้หลอดเสื่อมสภาพเร็วเกินไป และมีความร้อนสูงมาก อาจจะทำให้เซอร์กิตเสียหายได้ และถ้าตั้งต่ำ หรือ Cold เกินไปก็จะทำให้แอมป์ทำงานได้ไม่เต็มที่ เสียงอาจจะแห้งเกินไป ดังนั้นการตั้ง Bias ของแอมป์ก็ควรจะให้เหมาะสมกับ Spec. - แนะนำให้ช่างผู้ชำนาญการตั้งให้จะดีที่สุด

2. ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ แต่ผู้ใช้งานแอมป์หลอดส่วนใหญ่มักจะมองข้ามกันเสมอ คือโดยปรกติแอมป์จะมีสวิทช์ Power และ Stand By อยู่สองอันเสมอ - ให้เปิด Power ก่อนเพื่อวอร์มหลอดอย่างน้อยๆ 1 นาที ก่อนที่จะเปิด Stand By เพื่อใช้งาน แค่ขั้นตอนนี้ขั้นตอนเดียว ก็ยืดอายุการใช้งานของหลอดได้หลายแล้วครับ

3. ขั้นตอนนี้ก็เป็นอีกจุดที่มองข้ามกันเสมอๆ เช่นกัน - การใช้แอมป์หลอดที่ถูกเคลื่อนย้างจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้น ต้องวางทิ้งไว้เฉยๆ ให้แอมป์ปรับสภาพกับอุณหภูมิห้องเสียก่อน เช่นยกลงจากรถร้อนๆ มาที่เวทีที่มีความเย็นมากกว่า คำแนะนำคือวางทิ้งไว้สักครู่ก่อนที่จะเปิด Power เพื่อยืดอายุการใช้งานวงจร และหลอดของแอมป์

4. หลีกเลี่ยงการนำเอาเครื่องดื่ม น้ำ วางไว้บนแอมป์ แอมป์พลิฟายด์ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน และไฟฟ้า กับ น้ำ เข้ากันไม่ได้เลยครับ การไม่วางเครื่องดื่มบนแอมป์นอกจากจะหลีกเลี่ยงการหกของของเหลวไปสู่แอมป์แล้ว ยังช่วยยืดอายุคนเล่นเพื่อที่จะไม่ถูกไฟดูดได้นะครับ !!

5. อย่าทนใช้หลอดที่เสื่อมสภาพ อันนี้ถ้าเพื่อนๆ คุ้นชินกับเสียงแอมป์ของตัวเองแล้ว จะทราบเองเมื่อหลอดเสื่อมสภาพ เพราะเสียงแอมป์จะเปลี่ยนไป เช่นเสียงเบาลงเรื่องๆ หรือเสียงบางลงกว่าปกติ หรือมีอาการเสียงวูบดังเบาสลับกัน และถ้ามองเห็นตัวหลอดที่จะเริ่มมีฝ้าขาวเนื่องจากการสูญเสียความเป็นสุญญากาศ นั่นก็เป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะต้องเปลี่ยนหลอดแล้วหล่ะครับ - การเปลี่ยนหลอดนั้น ถ้าเป็น Power Tubes/Valves ก็แนะนำให้เปลี่ยนรวดเดียวหมด หรือเปลี่ยนเป็นคู่ เพื่อการทำงานที่ดี และ สม่ำเสมอกันครับ

ครบ 5 ข้อไปแล้ว แต่อยากจะแถมให้อีกข้อหนึ่ง คือการใช้แอมป์หลอดในการแสดงสดนั้น ต้องมั่นใจอย่างมากว่าไฟที่จ่ายเข้าสู่แอมป์เป็นไฟที่นิ่งพอ ไม่สะดุด ไม่กระชาก เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายกับวงจรอย่างแน่นอน ถ้าไม่มั่นใจ การใช้ Stabilizer ดีๆ ช่วยยืดอายุงานของแอมป์ของคุณได้อย่างมากเลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Mighty Red Revisited

หลังๆ ไปเจอคำถามยอดฮิตมาคำถามหนึ่ง ก็คือ Mad Professor นั้นผลิตก้อนเสียงแตกออกมาเป็นสอง Series นั่นก็คือ Handwired (HW) และ Factory (PCB) จึงเกิดคำถามว่า สอง Series นี้มันแตกต่างกันยังไงเพราะราคานั้นผิดกันแบบ 30%-40% เลย วันนี้ผมเลยจะหยิบประเด็นนี้มาเล่าให้ฟังกัน ตอนนี้ในมือผมมีรุ่น Mighty Red Distortion ซึ่งเป็นรุ่นยอดฮิตเลย และมีทั้งสองแบบคือ HW และ PCB 


เรามาว่ากันถึงความแตกต่างทางรูปลักษณ์กันก่อนครับ HW จะมากับกล่องขาว และติดสติ๊กเกอร์แบรนด์และรุ่น ดูมีความเป็น Boutique เต็มรูปแบบ เปิดกล่องออกมาจะมีแผ่นพับอธิบายการใช้งานอย่างละเอียด ตัวก้อนจะมีน้ำหนักมากกว่า มีการสกรีนเคลือบสีมี Texture และหนากว่า และมีช่องเสียบไฟเป็นลักษณะกลม ส่วน PCB จะมากับกล่องที่ดูเป็น Mass Production หน่อยครับ มีสกรีนรูปก้อนสวยงาม ตัวก้อนจะเบากว่า การลงสีบนก้อนจะดูบางกว่า และช่องเสียบไฟจะเป็นสี่เหลี่ยมเสมอกับตัวก้อน และน้ำหนักเบา


ผมเคยสอบถามทาง Harri เจ้าของ Mad Professor ก็ได้ความว่า HW นั้นจะเป็นการเชื่อมวงจรโดยการใช้มือทำ และใช้ Circuit Board ชนิดราคาสูง และ Components ต่างๆ ก็จะใช้แบบ Military Grade ทั้งสิ้น ส่วน PCB นั้นจะผลิตโดยใช้เครื่องจักร และลด Cost ลงมา เพื่อให้นักกีตาร์ที่สนใจอยากใช้งาน Mad Professor แต่ไม่มีงบไปซื้อหา HW จะสามารถได้ใช้งาน PCB ทดแทนกันได้ เพราะเขามั่นใจว่า Character นั่นเหมือนกัน 

ผมทดสอบ Mighty Red Distortion กับ Kiesel V6 ผ่าน MRD PCB/HW ไปออก Bogner ATMA / ATMA 1x12 พบว่า Character ของ MRD นั้น ยังคงไว้เนื้อเชื่อใจได้ ในแบบ British Distortion มีย่านเสียงเบสหนักแน่น เสียงกลาง Scoop นิดๆ และย่านแหลมฟังสดใส แต่ไม่บาดหู ส่วนที่แตกต่างที่ฟังออกได้คือ HW จะมีโลว์เอนด์ที่หนักหน่วงเป็นลูกๆ มากกว่า ในขณะที่ PCB มี Gain เยอะกว่าแต่เบสไม่แน่นเท่า ย่านเสียงกลางพอๆ กัน และ Texture ของ HW จะฟังสุภาพกว่า ในขณะที่ PCB ออกดิบๆ กว่าหน่อย ส่วนตัวแล้วสำหรับผม HW จะฟังดูเป็น British Distortion ที่ดุแต่ไม่ดิบ ในขณะที่ PCB อาจจะไม่ลุ่มลึก แต่เถื่อนสาดกว่าครับ ชอบแบบไหน ต้องไปลองเอาเองเลยครับ ดีทั้งคู่

** คลิปเปรียบเทียบจะทะยอยตามมาครับ ตอนนี้ชมคลิปทดสอบเสียงจาก Mad Professor ไปก่อน **


วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Bogner : La Grange

     ช่วงหลังๆ นี้กระแส Hi-End Multi-Effects มาแรงมากครับ หลายค่ายทำ Multi-Effects ดีๆ ออกมาให้เล่นกันเยอะเลย คนเล่นก้อนก็อาจจะดูหงอยๆ ไปบ้าง แต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทผลิต Boutique Amp ที่มีชื่อเสียงคือ Bogner Amplifications ได้ออกก้อนใหม่ออกมา ที่จริงข่าวว่าจะออกก้อนนี้มาตั้งแต่ช่วง NAMM Show ปี 2014 โน่นแล้ว มีโปรโตไทป์ออกมาให้น้ำลายหกกัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ออกมาซะที จนเนี่ยครับ เมษายนปีนี้เอง Bogner ได้ฤกษ์ออกก้อน Overdrive/Distortion/Boost ที่เรียกว่า La Grange มาจนได้


Bogner ตั้งคอนเซปท์ก้อนนี้ไว้ว่า Texas Meets British ครับ เท่าที่ตามข่าวดู ทางผู้ผลิตตั้งใจจะให้เป็นก้อน Overdrive/Distortion ที่มีความหลากหลาย และพยายามจะจับทางเสียงแอมป์ที่ตัว Reinhold Bogner เคยโมดิฟายด์ไว้ในช่วงต้นยุค 80s และจาก Helios ที่ Bogner เพิ่งออกเป็นแอมป์มาเมื่อสองปีก่อน

La Grange มากับกล่องดีไซน์ใหม่สวยงาม และตัวเอฟเฟคต์เป็นสีทองสวยงามเลยทีเดียวครับ มีปุ่มควบคุมทั้งหมดที่หน้าตัวก้อน 5 ปุ่ม และ 4 Toggle Switch และปุ่มเหยียบอีก 2 ปุ่ม การควบคุมเข้าใจไม่ยากครับ มี Volumn คุมความดังเบา / Gain คุมจำนวน Distortion ที่ต้องการ / Tone คุมความทุ้มแหลมของตัวเอฟเฟคต์ ส่วน Ch.Blend คือการจำลองการเจือเสียงของแชนแนลทุ้ม และแหลมจากตัวแอมป์เข้าด้วยกัน (นึกถึงพวก Marshall ปีเก่าๆ ที่แชนแนลทุ้มแหลมหล่ะครับ เหมือนกัน) 

ส่วน Toggle 4 ปุ่มแถวบน ถ้าใครคุ้นเคยกับ Series นี้ของ Bogner ก็พอจะทราบบ้างครับ Toggle Gain เอาไว้ปรับเป็น Low – Mid และ Hi Gain ทางด้าน Low จะเป็นเสียงแบบ Overdrive เลยครับแตกไม่มาก มีความ Brown (ขุ่น) ปรับเป็น Mid Gain จะได้เสียง Classic Rock Distortion ไดนามิกดีมาก เล่นหนักเบาได้ตามน้ำหนักมือเลย และสุดท้าย Hi Gain Mode ก็เป็นลักษณะแบบ Metal Sound ครับ เล่นได้กว้างมากก้อนนี้
ถัดมาเป็น Variac ก็จะเป็นการจำลองการลดวัตต์ของแอมป์ เพื่อที่จะให้แตกเยอะขึ้น มี Compression มากขึ้น มาถึง Presensce ก็จะเป็นเลือกเสียง Mid-Hi ให้คมขึ้นแล้วแต่ว่าใช้แอมป์แบบไหนอยู่ ถ้าแอมป์แหลมอยู่แล้ว ก็ปรับเป็น Low Presence เพื่อไม่ให้แหลมเกินไป หรือถ้าใช้แอมป์ที่เบสหนาแหลมน้อย ปรับไปเป็น Hi Presence ก็จะช่วยได้ครับ
สุดท้ายเป็น Structure Toggle ตรงนี้ผลอาจจะไม่ค่อยชัดเจน แต่ถ้าเล่นในวอลลุ่มที่ค่อนข้างดังจะฟังชัดว่าเป็นการปรับย่านเสียงเบสให้แน่นเต็ม (วงกลมเข้ม) หรือจะให้เบสฟังดูไม่แน่นมาก (กลมขาว) หรือคัทย่านเบสออกนิดหน่อย แต่เพิ่มความกระชับ (จุดดำเล็ก)

สุดท้ายก็จะมีปุ่ม On ไว้ใช้เปิดปิดตัวเอฟเฟคต์ และ Boost คือเปิดปิดบู๊ส โดยควบคุมที่ Knob สีขาว ซึ่งมาถึง La Grange นี้ ทาง Reinhold ดีไซน์ให้แยกใช้งานได้แล้วครับ สามารถใช้เป็น Clean Boost แยกต่างหากได้เลย


มาพูดถึงเสียงกันบ้าง ผมทดสอบ Bogner : La Grange กับ Stranberg Boden OS6 และ Komet K50 ร่วมด้วย Komet Cabitnet 2x12 บอกได้เลยว่านี่เป็นก้อนเสียงสไตล์ British Amp (หรือนิยมเรียกกันว่า Marshall Style) ที่น่าจะดีที่สุดในช่วง 3-4 ปีนี้เลย และคุ้มค่าการรอคอยอย่างมาก ด้วยเนื้อเสียงที่หน้าใหญ่  มีเสียงกลางที่เป็นเอกลักษณ์ ตามสไตล์ Brit Amp และไดนามิกที่กว้างไม่ว่าจะดีดเบา ดีดแรงเขาตอบสนองได้เยี่ยม ปรับเป็น Overdrive ก็ได้เสียงแนวๆ Classic Tube Screamer Overdrive ที่แตกไม่มาก แต่เนื้อแน่น เบสฟังชัด กลางไม่จม และในโหมด Hi Gain อาจจะต้องลด Gain ลงหน่อย และเร่ง Volume ขึ้นอีกจะฟังได้อารมณ์พวกสาย Metal  ได้ไม่ยากเลยครับ

ต้องซูฮกให้กับการออกแบบที่เนี๊ยบของ Reinhold Bogner ที่ผลิตก้อน La Grange ออกมาได้หลากหลาย และแทบจะไม่มีข้อเสียงใดๆ เลย ไม่ว่าคุณจะเล่นดนตรีสไตล์ไหนก็ตาม ผมเชื่อว่า La Grange จะเอาอยู่ครับ

Medium Gain Setting


Hi-Gain Setting

*** สนใจติดต่อสอบถามได้กับทาง Pedals’ Park Music Playground 0870126969 / 0818131595 ตัวแทนจำหน่าย Bogner Amplifications อย่างถูกต้องและเป็นทางการ ***

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

LaBella : Criterion

หลังจากที่ทดลองสาย LaBella Strings รุ่น Vapor Shield ไปแล้ว มีความประทับใจกับสายแบรนด์นี้อย่างมาก เพราะผมไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อสายกีตาร์ราคาแพงๆ เพื่อที่จะได้คุณภาพที่พอๆ กันแล้ว (ฮา) ช่วงนี้ผมเลยสนใจสายกีตาร์แบรนด์นี้เป็นพิเศษ

และเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว ผมเริ่มทดสอบสายกีตาร์อีกรุ่นจาก LaBella Strings ชื่อว่า Criterion ซึ่งเป็นรุ่น Standard ของทาง LaBella หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นรุ่นราคามิตรภาพของเขานั่นหละ ผมลองใช้รุ่นนี้เป็นเบอร์ 10-46 มาตรฐาน


LaBella : Criterion มากับซองไนโตเจนกันชื้น กัน Oxide เกาะ และก็เป็นสายที่ผลิตจากเหล็กผสมอัลลอยด์คุณภาพสูงในอัตราส่วนเท่าๆ กัน แต่ Criterion จะไม่ได้ผ่านการ Treated ใดๆ เหมือนรุ่น Vapor Shiled จึงทำให้ราคาลดลงมาเป็นราคาที่จับต้องได้ และเปลี่ยนได้บ่อยหน่อย ที่สำคัญชุด Criterion ยังมีสาย E เล็กแถมมาเพิ่มให้อีกเส้นเผื่อขาดอีกด้วย หลังจากแกะซองออกมายังรู้สึกว่าสายสดมาก เงาใสกริ๊ง ผมเปลี่ยนใส่บน PRS Modern Eagle และลองใช้บันทึกเสียง และเล่นซ้อมมือวันละประมาณ 1-2 ชั่วโมง มาจนถึงวันนี้ ก็น่าจะราวๆ 9-10 วันแล้ว รู้สึกว่าสีของสายหม่นลงเล็กน้อย แต่ยังคงความเงาอยู่บ้าง ยังคงไม่มีสนิม หรือ Oxide เกาะ ในเรื่องของผิวสัมผัสของสายก็เรียบลื่น ไม่มีความสากมือ เล่นง่าย แรงตึงสายดี หยุ่นเหนียวไม่แข็ง เด้งๆ ดีครับ

ด้านของเสียง Criterion ให้เสียงไปทางสดใส แต่ไม่แหลมคมบาดหู เสียงย่านเบส กลางมาครบ หลังจากใช้งานมาประมาณ 10 วัน ยังคงมีความสดใสอยู่มากครับ เสียงย่าน High Frequency ยังไม่เสียหายมากนัก (ตรงนี้คงแล้วแต่ความเค็มของเหงื่อ และความชื้นของมือแต่ละท่านด้วยนะครับ ใครมีมาก สายก็ไปไวกว่าหน่อย) ผมประเมินดูว่า Criterion น่าจะใช้งานได้เต็มที่ประมาณ 15-18 วัน ก็น่าจะเริ่มเข้าข่ายควรเปลี่ยน (ถ้าต้องการความสดของสาย) ซึ่งในความเห็นส่วนตัว ก็คุ้มค่ามากแล้วครับ สำหรับสายราคา 190 บาท อยากได้เพื่อนๆ ได้ลองกันครับ LaBella Strings : Criterion รุ่นนี้ ดีจริงๆ

ถ้าสนใจติดต่อสั่งซื้อ ติดตามไปที่เพจ www.facebook.com/labellathailand ตัวแทนจำหน่าย LaBella Strings ในประเทศไทยได้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

LaBella : Vapor Shield

ไม่ได้เขียนอะไรในบล๊อกนี้มาร่วม 2 เดือน สัญญาว่าจะกลับมาเขียนให้ถี่ขึ้นเหมือนช่วงแรกๆ แล้วครับ (แฮ่) วันนี้ผมว่าจะเขียนถึงสายกีตาร์กันบ้าง ปรกติเราก็ใช้สายกีตาร์กันอยู่ไม่กี่ยี่ห้อหรอก ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง แต่ในความเป็นจริง ตลาดสายกีตาร์ของทางเมืองนอกเมืองนาเค้ามีการแข่งขันที่สูงมากๆ มีสายดีๆ ให้เลือกใช้กันหลากหลายจริงๆ 


เที่ยวนี้ผมได้ลองสายชื่อว่า LaBella Strings เป็นสายที่มีผลิตโดยครอบครัวเล็กๆ ในอเมริกา เค้าเองก็พยายามไม่ขยายโรงงานให้ใหญ่โตเพื่อที่จะควบคุมคุณภาพให้มันดีได้มาตรฐานอยู่เสมอๆ ผมเองเคยใช้ LaBella มาบ้างแล้วบางรุ่นเช่น HRS Series และ Roller Wound Series คราวนี้ทาง LaBella ออกรุ่นใหม่มาลุยตลาดสายเคลือบ โดยใช้สโลแกนว่า "Stop Flaking It" ซึ่งแรงมาก กะเอาไว้ตีสายเคลือบที่ใช้เทคโนโลยี่เก่าแบบใช้ฟิล์มเคลือบ เพราะสายประเภทนั้นจะลอกเป็นขุยๆ เป็นที่น่ารำคาฐ เวลาเล่นไประยะหนึ่ง ซึ่ง LaBella ก็บอกเลยว่าของเค้าไม่มีอาการ Flake แน่นอน รุ่นนี้เรียกว่า "Vapor Shield"

ผมไปเสาะหาข้อมูลมาพบว่า "Vapor Shield" นี้ ทาง LaBella นั้นจ้างบริษัทที่ชื่อ Acoustic Science ทำให้ครับ บริษัทนี้ก็เป็นบริษัทผลิตสายกีตาร์เอง และคิดเทคโนโลยี่การ Treated สายแบบลึกถึงระดับโมเลกุล โดยทาง ACS ทำการปรับดัดแปลงผิวเคลือบของเนื้อเหล็กในระดับโมเลกุล (Surface Modification) ใช้วิธีนำสายผลิตใหม่เข้าไปสู้ระบบ Plasma และดึงเอาอากาศออกให้เป็นสุญญากาศ และนำเอาสารที่ใช้ดันแปลงโมเลกุลปล่อยเข้าไปให้ผิวเหล็กปรับสภาพผลที่ได้คือ ผิวของเนื้อสายจะถูกปรับให้ทนทานต่อการสัมผัสของมือ น้ำ น้ำมันและสิ่งอื่นๆ เช่นควันบุหรี่ เหงื่อต่างๆ ผลที่ได้คือการที่สายทนทาน นานกว่าเดิมอีกไม่น้อยกว่า 3-5 เท่า และที่ทำคัญ การ Treated ลักษณะนี้ ไม่มีการใช้ฟิล์ม หรือสารใดๆ มาเคลือบ เพราะฉะนั้นแล้วการลอกเป็นขุย (Flake) หรือเสียงเปลี่ยนไปในทางผิดธรรมชาติก็จะไม่เกิดขึ้น


ผมทดสอบ Labella Vapor Shield เบอร์ 10-46 กับกีตาร์ Gibson SG R61 มาเป็นเวลาราวๆ 5 สัปดาห์ โดยเล่นวันละ 1 ชั่วโมงทุกๆ วัน ผลที่ได้คือ ทางด้านสรีระของสายนั้นจะคงความเงางามเป็นสายใหม่ๆ อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ และจะค่อยๆ หมองลงนิดหน่อย แต่ไม่มีอาการดำ ไม่เป็นขุย จนถึงสัปดาห์ที่ 5 นี้ก็ยังคงสภาพแบบนั้น ไม่มีสนิมแม้แต่จุดเดียว สายคงสภาพดีมาก / ในด้านเสียงจากสัปดาห์แรกที่เล่น ผมไม่พบว่าเสียงจะมีความแหลมคมขึ้นหรือหม่นๆ ในแบบที่สายเคลือบปรกติเค้าเป็นกัน เสียงที่ได้จะฟังบาลานซ์ดีมาก ชัดเป็นเม็ด โลว์นุ่มนวล สายล่างๆ ใสแต่ไม่แหลมคม หลังจากผ่านสัปดาห์ที่ 2-3 ย่านเสียงแหลมมีหายไปนิดหน่อย และคงสภาพนั้นมาถึงสัปดาห์ที่ 5 นี้ครับ / ในด้านผิวสัมผัส ผมไม่พบความประหลาดเท่าไหร่ สายนิ่มมือดีความตึงสายพอดีๆ ไม่หนัก ไม่เบา ดันสายสบายๆ ไม่ต้องบู๊ออกแรงมากนัก เรียกว่าทุกอย่างพอดีๆ สวยๆ ในแบบที่ควรจะเป็นครับ

ผมสนุกกับการใช้สาย LaBella รุ่น Vapor Shield มาก เนื่องด้วยเสียงและผิวสัมผัสเป็นไปตามต้องการ และก็ไม่ต้องเปลี่ยนสายบ่อยๆ เลย ทำให้ไม่ต้องเสียอารมณ์ถ้าต้องการเล่นกีตาร์ที่เก็บใส่กล่องไว้นานๆ เมื่อเอาออกมาเล่นใหม่ ก็ยังคงสดและเล่นได้ยาวนาน เข้าใจว่าผู้นำเข้าทำราคาไว้เพียงชุดละ 440 บาทเท่านั้น การจัดเก็บก็โปรฯ มาก มากับกล่องเหล็กสวยงามและซองสุญญากาศ ลองดูแล้วคุณจะชอบครับ

สนใจลองติดต่อไปที่: www.facebook.com/labellathailand ดูครับ

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Kiesel Guitars : SCB6

ก่อนจะปิดปี 2015 ผมมีบทความสุดท้ายของปีนี้มาฝาก เป็นการทดสอบกีตาร์ที่เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่กลับมาเกิดใหม่ได้อย่างสวยงาม ชื่อว่า Kiesel Guitars ในสมัยก่อนอาจจะคุ้นกันในชื่อ Carvin Guitars แต่การกลับมาใช้ชื่อ Kiesel และมีดีไซน์กีตาร์รุ่นใหม่ๆ ออกมาหลากหลายรุ่น ก็ทำให้แบรนด์นี้กลับมายืนเด่นเป็นสง่าอีกครั้งในตลาด 

วันนี้ผมได้รุ่นที่ชื่อว่า SCB6 มาทดสอบครับ SCB เป็นกีตาร์ทรง Single Cut และเป็น Flat-Top จะว่าไปมันก็มีส่วนผสมในแบบ Les Paul และ Telecaster อย่างละนิดละหน่อย ตัวที่ผมได้จับทดสอบนั้นมีสเปกค์ไม่ธรรมดาทีเดียว คือ Black Limba Body / Spalted Maple Top ทำสี Moss Green / คอเป็น Maple Neck Thru Body และที่เด็ดคือ Ebony Fingerboard 


มาว่ากันถึงเสียง ผมทดสอบ Kiesel SCB6 กับแอมป์ Bogner ATMA และ ATMA Cab 1x12 ไม่มี FX ใดๆ ทั้งสิ้น เสียงคลีนฟังดูหนาใหญ่นุ่มนวลในตำแหน่งเนค และแก๊กสองฟังโปร่งมาก สามารถเล่น Strumming แทนกีตาร์โปร่งได้เลย แก๊กกลางไปจนถึงตำแหน่งบริดจ์ฟังแข็งเล็กน้อย จริงๆ ถ้าทำการปรับตั้งระยะความสูงต่ำของปิ๊กอัพ น่าจะนุ่มนวลขึ้นอีกมากครับ พอมาเล่นเสียงแตกแล้วกลับชอบมาก บาลานซ์ทั้งหกสาย ทำได้ดี เสียงไดร์ฟจากปิ๊กอัพบริดจ์ฟัง Cut Through และฟังแน่น และกระชับ สายร๊อคน่าจะหลงรักได้ไม่ยากเลย 

อยากให้ไปลองกันสำหรับ Kiesel Guitars รุ่น SCB6 เป็นกีตาร์ที่คนชอบสไตล์ LP หรือ Tele น่าจะนิยม ราคาไม่สูงเกินไปเอื้อมกันสบายๆ ไม่ต้องขายตับ ขายไตกัน แถมได้งานแบบ Custom Shop อีกต่างหาก ส่วนตัวผมสั่งไปแล้วหนึ่งตัวครับ ;)


วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Carvin Guitars : BOLT-V

ว่ากันถึงกีตาร์ที่คุณภาพเยี่ยม แต่ไม่ค่อยดังในบ้านเรา (ที่จริงช่วง 20 ปีก่อน นี่ก็ดังเหมือนกัน) ชื่อ Carvin Guitars นี่เป็นตัวแรกที่ผมนึกถึงเลย ผมยังจำได้ว่าสมัยก่อนดูโลกดนตรี ยังเห็นวง Nuvo ใช้อยู่ แต่ว่าในบ้านเรา Carvin Guitars ก็ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ อาจจะด้วยราคายังสูงอยู่ วันนี้ผมได้รับกีตาร์ Carvin มาทดสอบ 1 ตัว เป็นรุ่นที่เรียกว่าราคาถูกที่สุด คือมีเงินในกระเป๋า 37,000 บาท ก็เป็นเจ้าของได้แล้ว 

ตัวที่จะลองกันนี่เรียกว่ารุ่น Carvin : Bolt-V คือเป็นกีตาร์หน้าตาไปแนวๆ Stratocaster และติด Vintage Tremolo มา สีแดงสวยงามเลย ราคารุ่นนี้คือ 39,000 บาทพร้อม Carvin Gig Bag ดูหนาแน่นและแข็งแรงดี Spec ของกีตาร์คือ :

- บอดี้ : Premium Alder
- คอ : Hardrock Maple / Rosewood Fretboad / Tung Oil Finished
- ส่วนต่อคอ CNC ทำให้พอดีเป๊ะ 100% เพื่อเพิ่ม Sustain
- Carvin Pickups ทั้ง 3 Single Coils และ Humbucker 

ที่ชอบใจคือทั้งหมด ทั้งหลายในราคานี้ ไม่ได้ผลิต Overseas นะครับ ทั้งหมดนี่ทำสำเร็จในโรงงานของ Carvin ที่ San Diego, USA ตรงนี้ต้องให้เครดิต Carvin Guitars ที่กล้าๆ เปิดราคาที่น่าสนใจมากๆ

มาทดสอบ Bolt-V กันครับ ผมใช้แอมป์ Komet : Concorde ไปออกลำโพงของ TopHat 2x12 ดอก Alnico Blue/Alnico Gold โดยใช้ Delay/Reverb จาก Zoom MS70-CDR และ Distortion ของ Pete Cornish : G2 มาว่ากันถึงเสียงคลีนก่อน เจ้า Bolt-V ตัวนี้ติด Carvin Ceramic Pickups มา ก็จะรู้สึกได้ว่ามันจะฟังกระด้างเล็กๆ ครับ (ถ้าไม่ชอบแนวนี้ ตอนสั่งให้ทางโรงงานติดเป็น Alnico มาได้ ไม่ผิดกติกาครับ) แต่แลกมากับเสียงที่พุ่งคมชัดดีทีเดียว และมีเสียงที่เป็นจุดเด่นของกีตาร์ที่ประกอบแบบ Bolt-On คือเสียง Twang ก็มาครบถ้วน พอเปิดเล่นกับ Distortion แล้ว รู้สึกว่าเป็นที่น่าพอใจมากครับ Humbucker เสียงดุ พุ่ง เล่นสนุกมือ และ Single Coils ก็อ้วนหนาใหญ่ดี เรียกว่าเป็นกีตาร์เล่นได้กว้างเลยหล่ะ งานผลิตก็ดูเนี๊ยบได้มาตรฐาน เหมาะสำหรับทุกมือ ไม่ว่าจะมือใหม่ หรือจะเล่นอาชีพแล้ว ก็ใช้งานได้ อยากให้เพื่อนๆ มาลองกันครับ

VDO Clip : Carvin Guitars : Bolt-V

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทดสอบ 4 Dirt Boxes

ไม่ได้เขียนซะนาน ยอมรับเลยว่าไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจในการเขียนเลยครับ ไม่มีของใหม่ๆ เล่น (ฮา) วันก่อนนี้ผมจัดบอร์ดเวอร์ชั่นใหม่ นำเอาของที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมาจัด เพราะว่าปลายๆ ปี ผมจะมีเล่นดนตรี (ปีละ 2 ครั้งถ้วน) แนวทางการจัดบอร์ดของผมเองนี่จะขึ้นกับแนวเพลงหรือเซ็ตเพลงที่จะเล่นด้วยครับ เพราะงั้นในแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไป เที่ยวนี้ผมเอาเสียงแตก 4 ก้อน 4 สไตล์มาลงบอร์ดไว้ ก็ด้วยมีเพลงที่ต้องใช้เสียงหลากหลาย ตามไปฟังเสียงกันครับ 


วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จัดการระบบไฟกับบอร์ดเอฟเฟคต์

ผมสนใจจะเขียนบทนี้เท่าที่ความรู้จะอำนวย ก็อาจจะไม่พูดถึงเรื่องวิชาการมากเพราะว่าไม่ได้เรียนและจบมาทางสายไฟฟ้า แต่จะเอาประสบการณ์ที่จัดบอร์ดทั้งของตัวเองและของเพื่อนๆ คนอื่นๆ มาเล่าให้ฟัง เรื่องนี้ผมคิดว่าควรจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องคิดเมื่อคิดจะจัดบอร์ด FX กัน นั่นคือเรื่องของการจัดการระบบไฟฟ้าในบอร์ด FX 

ผมยกตัวอย่างกรณีที่ผมเพิ่งจัดบอร์ดใหม่หมาดๆ (ของผมเองนี่แหละ) ผมมี FX ที่ต้องใช้อยู่ 9 ก้อน บวกกับ Tuner อีก 1 ก้อน โดยที่ผมมี Power Supply ที่จ่ายได้เพียง 8 Outlets และมีจ่ายไฟ 12v อยู่ 2 Outlets เท่ากับว่า ผมมี Outlets ที่จ่ายไฟ 9v เพียงแค่ 6 ช่องเท่านั้นเอง


สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากลองจัดบอร์ดเอง สิ่งที่ต้องรู้เลยคือ Current Draw ของ FX แต่ละก้อนครับ อยากให้สนใจอ่านคู่มือ หรือเปิดอินเตอร์เนตดูกันนิดนึงว่าเอฟเฟคต์ที่คุณใช้แต่ละตัวใช้ไฟเท่าไหร่กันบ้าง มาดูก้อนที่ผมใช้พร้อมกับ Current Draw ของแต่ละก้อนก่อน :

- Drybell Vibe Machine ใช้ไฟ 9v-15v ที่ 90mA (ในคู่มือจะเขียนเผื่อไว้ที่ 150 mA แต่ผมรันที่ 100 ฉลุย)
- MXR Phase 90 ใช้ไฟ 9v ที่ 5mA (ผมพิมพ์ถูกแล้วนะครับ ใช้แค่ 5 mA)
- Ramble : Twin Bender ใช้ไฟ 9v แต่ทางผู้ผลิตไม่ได้บอก Current Draw มา ผมใช้ประเมินเอาว่า Fuzz ปรกติไม่มีทางกินเกิน 30mA และต้องไปทดสอบอีกทีเมื่อต่อกับ Power Supply
- Mad Professor : Little Green Wonder ใช้ไฟ 9v-18v ที่ 10mA
- TC Polytune Noir ใช้ไฟ 9v ที่ 40mA
- Bogner XTC Red ใช้ไฟ 9v ที่ 80mA
- Providence : Anadime Chorus ใช้ไฟ 9v ที่ 26mA
- Mad Professor : Mellow Yellow Tremolo ใช้ไฟ 9-15v ที่ 5.5mA (พิมพ์ไม่ผิดครับ 5.5mA)
- Boss Super Shifter ใช้ไฟ 9v ที่ 50mA
- Vertex: Landau Boost ใช้ไฟ 9v ที่ 16mA
- Zoom MS-70CDR ใช้ไฟ 9v ที่ 400mA 

ทีนี้มาดู Power Supply ว่าแต่ละ Outlet จ่ายไฟยังไงกันบ้าง สำหรับ Board นี้ ผมใช้ Cioks DC8 โดยไม่เจาะใต้บอร์ด เพราะตั้งใจจะโชว์ Power Supply ด้วย มาดูกันว่า DC8 จ่ายไฟอย่างไรได้บ้าง :


Cioks DC8 เป็น Power Supply ที่เป็น Isolated แยกเกือบทุกช่อง และใช้ Thyroid Transformer จะช่วยได้มากเรื่องความนิ่งของไฟ ทำให้ก้อนแสดงความสามารถได้เต็มที่ จะจ่ายไฟได้แบบนี้ครับ:

Outlet 1-4 : จ่าย 9v และช่องละ 100mA โดยที่ Outlet 3 และ 4 จะสามารถปรับเป็น 12 ก็ได้ (โดยใช้ Dip Switches) ที่มีให้ และ Outlet ที่ 5-6, 7-8 จะแชร์ mA ร่วมกัน โดยที่ Outlet ที่ 5 และ 7 จะจ่าย 9v และ 6 และ 8 จะจ่ายที่ 12v

ทีนี้การวางแผนของผมในการต่อบอร์ด คือข้อแรกเลยผมจะเลือกมาก่อนว่ามีก้อนไหนที่กินไฟหนักที่สุด และก้อนไหนที่ใช้ไฟแตกต่างจากคนอื่น ในกรณีนี้ Zoom MS70CDR กินไฟหนักกว่าคนอื่น คือ  400mA สังเกตุว่าไม่มีช่องไหนที่ DC8 จ่ายได้ แต่ผมลองใช้ Outlet ที่ 5 (จ่าย 300mA) และเปิดใช้งานได้ปรกติโดยที่ไฟของ Cioks ไม่มีอาการวูบ นั่นหมายถึง Zoom ใช้ไฟจริงๆ ไม่ถึง 400mA อย่างที่เค้าเผื่อมาให้ในคู่มือ ต่อมาผมเลือกก้อนที่ใช้ไฟแตกต่างจากเพื่อน นั่นคือ Mad Professor: Mellow Yellow Tremolo และ Drybell Vibe Machine ที่ใช้ไฟ 12v ได้ ดังนั้นผมเลือกจ่ายโดยใช้สาย Y (หนึ่งหัวจ่ายได้ 2 ก้อน) ต่อจาก Outlet ที่ 8 ไปเข้า Tremolo และ Vibe พอจัดการกับตัวที่จ่ายไฟหนักๆ กับไฟแปลกกว่าเพื่อนได้แล้ว ส่วนที่เหลือก็ง่ายแล้วครับ 

แถวล่างของบอร์ดจะมี MXR Phase 90 -> Twin Bender -> Little Green Wonder -> Polytune -> Bogner XTC Red แถวล่างนี้ ผมใช้ Outlet 1 จ่ายให้ Bogner XTC Red ตัวเดียวเลย เพราะใช้ไฟเยอะสุดในกลุ่ม และใช้สาย Y 1 จ่าย 3 จ่ายจาก Outlet ที่ 7 จ่ายให้ Phase 90 - Twin Bender - Polytune เพราะ Polytune ใช้ถึง 30mA ก็เผื่อไว้หน่อยครับ ส่วน LGW ใช้ Outlet ที่ 3 จ่ายตรงๆ ได้สบายๆ มาว่ากันถึงแถวบนบ้าง ผมจ่าย 3 ก้อนที่เหลือคือ Vertex Boost - Super Shifter - Chorus โดยใช้สาย Y 1 ออก 3 จาก Outlet ที่ 4 (มี 100mA) เช่นกัน เป็นอันเสร็จพิธี อ่านมาถึงตรงนี้ ต้องมีงงกันบ้างครับ ผมยังงงเลย (ฮ่าๆๆ) สรุปง่ายๆ ว่าอย่างนี้ครับ :

Outlet 1 (9v 100mA) ----> Bogner XTC Red ใช้ 9v ที่ 80mA
Outlet 2 (9v 100mA) ----> ไม่ใช้
Outlet 3 (9v 100mA) ----> Mad Professor : Little Green Wonder ใช้ 9v ที่ 10mA (ยังพ่วงตัวอื่นได้อีก)
Outlet 4 (9v 100mA) ----> Vertex Boost 16mA - Super Shifter 50mA - Anadime 26mA รวม 92mA 
Outlet 5 (9v 300mA) ----> Zoom MS-70CDR 400mA แต่ใช้แล้วจ่ายพอปรกติครับ
Outlet 6 (12v300mA) ----> ไม่ใช้
Outlet 7 (9v 300mA) ----> Phase 90 5mA - Twin Bender ประมาณ (30mA) - Polytune 40mA = 75mA 

เพียงเท่านี้ เราก็สามารถใช้กระแสไฟอย่างคุ้มค่าจาก Outlet ต่างๆ ของ Power Supply ได้แล้วโดยอาจจะไม่ต้องเผื่อมากด้วยครับ สิ่งที่อยากจะสื่อก็คือถ้าเรามีการวางแผนล่วงหน้า รู้จักก้อนของเราเพิ่มขึ้นอีกนิด ก็สามารถจัดการบอร์ดของเราให้ใช้งานได้คุ้มค่าครับผม หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างครับ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Blues Master ฉบับสมบูรณ์


ปลายปีที่แล้ว ผมเขียนถึง JPAudio รุ่น Blues Master ไปแล้วรอบนึง ตอนนั้นเขียนไปเหมือนกับว่าเจ้า BM นี่จะออกขายได้แล้ว สรุปสุดท้ายก็ยังไม่เป็นที่พอใจเพราะอะไรหลายๆ สิ่งก็ยังไม่ชัดเจน ผ่านมาอีก 4-5 เดือนก็ปรับแก้ไขกันหลายรอบจนมาถึงจุดที่พอใจเป็นอย่างยิ่งทั้งผู้ผลิต และผู้ช่วยพัฒนา แล้วก็มาเป็น Blues Master ฉบับสมบูรณ์ครับ

ท้าวความกันอีกทีว่า Blues Master เป็นเอฟเฟคต์สัญชาติไทย ผลิตโดยคนไทย โดยใช้วัสดุเกรดดีที่สุดในตลาดเพื่อมาผลิตกันแบบก้อนต่อก้อน และที่สำคัญคือไม่ต้องห่วงว่ามันจะไปก๊อปปี้ หรือเลียนแบบก้อนไหน เพราะไม่ได้อยู่ในความคิดของผู้ผลิต เพราะตั้งใจจะทำเป็น Original Design ของเขาเอง และเจ้า Blues Master นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะจับทิศทางของเสียงกีตาร์บลูส์ในสไตล์แบบ Robben Ford, Larry Carlton, John Mayer แนวๆ เหล่านี้ ซึ่งทางฝรั่งก็จะเรียกว่าเป็น D-Style หรือ Dumble Style Overdrive 

จุดที่ปรับปรุงมาจากเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของ Volume ที่ปรับให้ใช้งานให้ Range จากเบาไปหาดังนั้นใช้ได้กว้างขึ้น จุดสำคัญอีกจุดคือปุ่ม Mojo ที่เดิมที ควบคุมเพียง Compression ของ Gain แต่หลังจากปรับแล้ว จะคุมทั้ง Gain Compression แต่ Tone Shape และ Character ด้วย คือจะปรับให้มี Low Frequency ที่หนาใหญ่ขึ้น หรือสามารถจะปรับให้กลางเด่น Low น้อยหน่อยในแบบ Screamer ก็ได้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแข็งสำหรับคนที่ต้องการให้ Overdrive ใช้งานได้กว้าง ส่วนเรื่อง Dynamic ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับคนที่ชอบเล่นกับน้ำหนักมือของตัวเองเวลาใช้ Gain ระดับกลางๆ  

Blues Master ในเวอร์ชั่นสมบูรณ์นี้ ถือว่าอุดจุดด้อยเพิ่มจุดแข็งได้ดี อยากให้ได้ลองกันครับ สำหรับเอฟเฟคต์สัญชาติไทยก้อนนี้




วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

Swing : P-2S


ผมได้รับกีตาร์มาตัวหนึ่งกะว่าจะทดสอบกันพักนึงแล้ว ด้วยติดธุระปะปังอื่นๆ เลยยังไม่สบโอกาส วันนี้พอมีเวลาได้หยิบจับมาเล่น เลยเอามาทำเทสต์กันดูครับ กีตาร์ที่ว่านี้เป็นแบรนด์จากเกาหลี รุ่นที่ทำทดสอบนี่ผลิตจากอินโดนีเซีย จะว่าไปแล้วอินโดนีเซียนี่พัฒนามาเป็นแหล่งผลิตกีตาร์คุณภาพดีๆ ตามความเห็นผมนี้ มีภาษีเหนือกว่าจีนไปเรียบร้อย ถึงแม้กำลังผลิตจะไม่สูงเท่า แต่งานออกมาดูดีกว่าทางฝั่งจีนพอสมควร ดูได้จากแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Squier , Ibanez นี่ก็มีฐานผลิตที่อินโดนีเซียกันเยอะแล้ว 

เรามาดู Swing Guitar Technology รุ่น P-2S กันครับ เจ้า P-2S นี่ก็มาเป็นแบบ Super Strat H-S-S แต่บริดจ์เป็น Hardtail บอดี้เป็น Basswood (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะครับ เดี๋ยวจะหาข้อมูลมาเติมอีกที) ปะหน้าด้วย Quilted Maple และคอเป็น Maple ท๊อปด้วย Rosewood อีกที ระบบอิเลคทรอนิกส์ก็ 5 ทางแบบ Strat นั่นหล่ะ น้ำหนักค่อนข้างเบาดีทีเดียวครับ

มาว่ากันถึงเสียงบ้างครับ ผมทดสอบกีตาร์กับแอมป์ Komet Concorde ไปออก TopHat 2x12 และใช้เอฟเฟคต์เสียงแตกจาก Pete Cornish: G2 เจือด้วย Neunaber: WET Reverb บางๆ เสียงที่ได้ไม่ธรรมดาเลย ย่านเสียงต่างๆ ที่ได้มาค่อนข้างบาลานซ์คือไม่มีย่านไหนเด่นกว่าย่านไหน เสียงจาก single coil ไม่แหลม และไม่บาง ตรงนี้ถือว่าสอบผ่าน เสียง humbucker ค่อนข้างดัง (ตัวที่นำมาทดสอบนี่ยังไม่ได้เซ็ตอัพใดๆ ครับหยิบมาก็ซัดเลย ถ้าผ่านการเซ็ตอัพ เสียงน่าจะบาลานซ์กว่านี้อีก) งานเฟรตทำมาได้ดีมากเหมือนกัน เล่นไม่ติด ไม่ขัดและดันสายได้ลื่นๆ ดีครับ ในกีตาร์ราคาราวๆ 5-6 พันบาทนี่ เจ้า Swing : P-2S เป็นตัวเลือกที่น่านำไปใช้งาน และทำงานได้สบายๆ ครับ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ CT Music Shop หรือ Guitar Passion Thailand***


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

Pete Cornish P-1

ว่ากันถึง Fuzz Box ที่เป็นที่นิยมกันที่เล่นกันอยู่ในตลาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักกีตาร์มักจะมองหาเสียงที่เคยได้ยินตามแผ่นเสียง เทป ซีดีกันซะมากกว่า เช่นสายที่ชอบ Jimi Hendrix ก็อาจจะไปมองหาเสียงในแบบ Fuzz Face หรือถ้าชอบไปทาง Richie Blackmore หรือ Jimmy Page นี่ต้องไปเล่น Sola Tone Bender อะไรแถวๆ นี้ วันนี้ผมก็จะพาไปรู้จักกับ Fuzz Box ก้อนนึงที่เป็นที่นิยมกันมาช้านาน และกว่าจะได้ก้อนที่ว่านี้ ก็ต้อรอกันเป็นแรมเดือน แรมปี เพราะอะไรนะเหรอ? ก็เพราะว่ามันก็เป็นเสียงที่เรียกว่าเป็น Rock Icon ได้เหมือนกัน ด้วยเป็นเสียงแบบมีเอกลักษณ์ที่เราชินหูกันมาจากฝีมือของ David Gilmour แห่งคณะ Pink Floyd

ก้อนที่ว่าเป็นแบรนด์ชื่อว่า Pete Cornish รุ่น P-1 ย่อมาจาก Precision Fuzz 1 ซึ่งเป็น Fuzz Box ที่ออกแบบมาให้ David Gilmour ใช้งานทั้งในสตูดิโอและเล่นสด เป็น Germanium Transistor Fuzz ที่ให้เสียงเบสฟังเบลอๆ บวมๆ กลิ่นคล้ายๆ Fuzz Face แต่มีย่านเสียงกลางแหลมกระเดียดไปทาง Muff ที่ผมหมายถึงว่าคล้ายนี่คืออยากจะให้นึกภาพออก แต่ในความเป็นจริง P-1 จะฟัง Unique กว่ามากๆ เรียกว่าเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์สูงมาก เจ้า P-1 ถูกดีไซน์มาแบบกล่อง Utility คล้ายๆ กล่องเครื่องมือของทหาร ดูถึกๆ ทนๆ ขนาดค่อนข้างใหญ่ ติดสติ๊กเกอร์บอกชื่อปุ่มต่าง ง่ายๆ แต่คลาสสิกจริงๆ

ผมทดสอบ P-1 กับกีตาร์ Gibson Les Paul R57 Goldtop ผ่าน P-1 มี Delay บางๆ จาก DLY80 และ WET Reverb ไปออกตู้ Bogner Barcelona พบว่าการปรับ Gain มากหรือน้อยของ P-1 ฟังไม่ต่างกันเยอะ แต่ปุ่มที่สร้างความแตกต่างได้มากคือ Tone คุณอาจจะชอบเสียง Fuzz ที่ทุ้มหน่อยมันก็จะฟังนวลหนาใหญ่ ถ้าปรับไปทางคมขึ้น ก็จะฟังแผดกร้าว กร้าน และเดือดมากๆ เสียงโซโลหนา และซัสเทนเหลือเฟือครับ ถ้าต้องการ Fuzz Box ที่เอกลักษณ์สูง ปรับได้เยอะ เสียงดีในแทบจะทุกๆ การปรับ Cornish P-1 นี่เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ตัวนึง ข้อด้อยมีข้อเดียวคือราคา ผมสั่งมารวมภาษีแล้วก้อนนึงตก 35,000 บาท ถ้าชอบจริงๆ ก็ต้องสู้ราคา ว่ากันอย่างนั้นครับ


วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Timmy VS Jan Ray


เป็นที่ถกเถียงกันมากเหลือเกินในฟอรั่มต่างประเทศ และลามมาถึงเมืองไทยนี้ สำหรับ Vemuram Jan Ray Overdrive ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยเรา หรือตลาดยุโรปและอเมริกา ว่าเจ้า JR นี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือ Cloning ของ Paul Cochrane Timmy Overdrive ที่ได้รับความนิยมก่อนหน้านั้นอยู่หลายปี อันนี้จริงแล้ว โดยทางวงจรผมเองก็ไม่สันทัดว่ามันเหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร แต่ส่วนตัวผมมีทั้งสองก้อนอยู่ ก็ต้องเอามาเปรียบมวยกันหน่อย เพื่อนความสนุกสนาน

ผมใช้กีตาร์ Swing Guitar Technology (ติดตั้ง Kinman AVn59 Pickups) ทดสอบสองก้อนนี้ร่วมกับแอมป์ Komet รุ่น Concorde และ Marshall 2061cx ลองแล้วรู้สึกว่าแคแรกเตอร์อาจจะคล้ายๆ กันอยู่เล็กน้อย แต่ด้านเสียงต่างกันค่อนข้างจัดเจน ในขณะที่ Timmy มีย่านเสียงเบสเบลอๆ คล้ายๆ Fuzz มากกว่า แต่ Jan Ray จะค่อนข้างหนาและนุ่มไม่คมเท่า และฟังเด้งกว่า และมีเสียงกลางเยอะกว่าชัดเจน ย่านเสียงแหลมนั้น Timmy จะฟังคมสดใสกว่า ในขณะที่ Jay Ray จะฟังอมๆ ทุ้มๆ มากกว่า โดยแคแรกเตอร์แล้ว Timmy จะเป็นแนวๆ กร้าวๆ คมๆ แต่ Jan Ray จะกลมๆ นวลๆ เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับผมแล้วไม่น่าจะเรียกว่าเป็น Cloning ซักเท่าไหร่ครับ 


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Life Goes On : Music For Friend

ตกบ่ายๆ ของวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ผมใช้เวลาไม่นานบน MRT จากสุขุมวิทไปถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นที่รู้กันว่าสถานที่แห่งนี้ ใช้จัดงานดนตรีดีๆ มามากมายหลายงาน วันนี้ก็เช่นกัน ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้พบงานดนตรีที่นักดนตรีมาเล่นกันด้วยหัวใจ มาเล่นด้วยมิตรภาพ มาเล่นกันด้วยความห่วงหาอาทรเพื่อนนักดนตรีด้วยกัน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 พวกเราคนดนตรีอยู่วนเวียนอยู่ในวงการ ก็ได้ทราบข่าวร้ายเมื่อพี่ชายที่เคารพยิ่ง บ้านของพี่เอ๊ดดี้ แห่งคณะออโตบาห์นประสบกับเหตุอัคคีภัย และทางพี่น้องเพื่อนพ้องของพี่เอ๊ดดี้ ก็ใช้เวลาไม่นานในการจัดงานดนตรีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ใช้ชื่อว่า Life Goes On : Music For Friend ฟังว่าทางคณะผู้จัดนั้นมีแกนสำคัญคือพี่ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล และพี่หมึก วิโรจน์ ควันธรรม

บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างสบายๆ มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนคุ้นเคยเดินเจอกันเป็นระยะ มีดนตรีดีๆ ให้ฟังกันตลอดบ่ายล่วงเลยไปถึงช่วงดึก ไม่บ่อยครั้งหรอกครับ ที่เราจะได้เห็นศิลปินต่างค่าย ต่างยุคต่างสมัยมาร่วมเล่นดนตรีกันบนเวทีเดียวกัน มีจุดประสงค์เดียวกันผมได้เห็น พี่โจ-พี่ก้องและนูโวเล่นต่อจากพี่เขียวคาราบาว ผมเห็นน้องเป้ อารักษ์ชื่นชมพี่ซัน มาโนช พุฒตาล ได้เห็นคุณจุ๋ม นรีกระจ่างมอบความรักความห่วงใยแก่พี่เอ๊ดดี้ผ่านบทเพลงมากมายหลายชิ้น การหาเงินช่วยเหลือก็มีกันหลากหลายทาง ทางงานมีขายเสื้อในราคาเพียง 300 บาท และมีกล่องรับบริจาคเดินรอบๆ งาน และศิลปินที่แวะเวียนมาช่วยงานก็ไปยืนให้ผู้ชมถ่ายภาพด้วยที่แบ๊คดร๊อป โดยบริจาค 100 บาทลงกล่อง ผมคิดว่าเป็นไอเดียที่น่ารักมากๆใครที่ได้ไปชมงานวันนั้นคงจะเห็นด้วยกับผมครับ

ขอบพระคุณภาพประกอบจาก www.ToneMax.Net ครับ












วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

JPAudio : Blues Master

บทที่แล้วผมพูดถึงเอฟเฟคต์พรีเมี่ยมที่ผลิตในไทยมาแล้วตัวนึง คือรุ่น Precieux (ผมใช้เองอยู่ด้วยเลย) มาถึงบทนี้ ผมก็เพิ่งได้รับตัว Prototype ของรุ่นใหม่ที่เพิ่งเสร็จหมาดๆ แน่นอนรุ่นนี้ ผมก็ยังมีส่วนช่วยทดสอบและพัฒนาเหมือนเดิม คราวนี้ผู้ผลิตต้องการให้เป็น Overdrive ที่มีกลิ่นกระเดียดไปทางแอมป์ Dumble หรือเขาเรียกกันว่า D-Style Overdrive ที่จริงโจทย์แบบนี้ ค่อนข้างยาก เพราะว่าน้อยคนจะมีโอกาศได้เล่น หรือกระทั่งได้ฟังว่าจริงๆ แล้ว Dumble Amp ให้เสียงอย่างไร มีลักษณะการ Clipping อย่างไร เราจึงได้แต่อณุมานเอาจาก youtube บ้าง หรือจาก Overdrive ที่เป็นกลุ่ม D-Style บ้าง (เช่น Zendrive 1&2, Ethos, Free The Tone SOV2, Providence Stampede etc.) หรือพยายามฟังจากอัลบั้มของศิลปินที่ใช้แอมป์นี้ เช่น Larry Carlton, Robben Ford และ Santana

เราใช้เวลาในการฟังเสียงเหล่านี้มาพอสมควร จึงเริ่มตั้งโจทย์ว่าเสียงมันควรจะออกมาเป็นแนวไหน และ Gain Range ควรจะครอบคลุมขนาดไหน มีการทดสอบแก้ไขกัน 6-7 ครั้ง กว่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับ Overdrive ตัวนี้ ทางผู้ผลิตต้องการใช้ชื่อว่า Blues Master เพราะว่าเป็นการยกย่องแรงบันดาลใจจากเสียงของ Larry, Robben และ Carlos ที่เรียกได้ว่าเป็นนักกีตาร์ Blues/Jazz ระดับปรมาจารย์ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ

มาว่ากันถึงเจ้า Blues Master นี้กัน เอฟเฟคต์ตัวนี้มากับปุ่มควบคุม 4 ปุ่มคือ Level - Gain - Tone - Mojo ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน Level - คุมความดังเบา , Gain - ควบคุมจำนวนเสียงแตก , Tone - คุมทุ้มแหลม และ Mojo เป็นปุ่มพิเศษที่ปรับแต่งย่าน Presence และลักษณะการ Clip ของ Overdrive และผมทดสอบ Blues Master กับกีตาร์ Fender Stratocaster "Jeff Beck" Signature กับ Marshall 2061 เสียงของ Blues Master จะมีย่าน Bass นำและปรับแต่งเสียง Treble จากปุ่ม Mojo ตัวนี้ดีไซน์ให้ Gain ปรับได้น้อยๆ แบบ Robben Ford ไปจนเยอะได้แบบ Santana จึงใช้งานได้กว้างและที่สำคัญที่ผมย้ำทุกครั้งที่มีการพัฒนาก้อน ก็คือเรื่อง Noise ที่ต้องให้มีน้อยที่สุด ดังนั้น Blues Master จึงเป็น Overdrive ในแบบ D-Style ที่มีสุ้มเสียงไม่น้อยหน้าตัวไหน และมี Noise ค่อนไปทางน้อย และมีช่วงของ Gain ให้เลือกเล่นเยอะ พร้อมทั้งมีปุ่ม Tone และ Mojo ที่สามารถปรับแต่งให้ได้โทนที่หลากหลาย ตอบสนองดนตรีได้หลายสไตล์ครับ และนีก็เป็นเอฟเฟคต์คุณภาพเยี่ยมอีกก้อน ที่น่าลิ้มลองครับ

** ตัวที่เห็นในคลิปนี้ เรื่องของ Cosmetic ยังไม่สมบูรณ์ครับ ^^ LED ยังอยู่ผิดที่ผิดทางหน่อย ตัวที่จะวางจำหน่ายจะปรับปรุงให้เนี๊ยบกว่านี้ แต่เสียงเหมือนกัน 100% **



วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

JPAudio : Precieux Ovd

ในอุตสาหกรรมเครื่องดนตรีในปัจจุบันนี้ ตลาดเอฟเฟคต์ก้อนเรียกว่าเติบโตจนเป็นตลาดหลักไปแล้ว แม้กระทั่งบริษัทผลิตกีตาร์​ หรือแอมป์เจ้าใหญ่ๆ ยักษ์ๆ ยังต้องหันกลับมาสนใจและพัฒนาเอฟเฟคต์ก้อนกันเป็นชิ้นเป็นอัน ที่จริงแล้วบ้านเราก็มีกลุ่มที่เรียกว่าเป็น Thailand Handmade อยู่บ้างแล้ว ที่ผลิตเอฟเฟคต์ออกมา แต่เรียกว่าซื้อขายกันในกลุ่มเล็กๆ ไม่ใหญ่โตนัก และจะว่ากันตามตรงบางส่วน ก็จะเป็นการ Cloning จากก้อนดังๆ ของต่างประเทศกันเสียส่วนใหญ่


ผมมีโอกาสได้รู้จักกับนักพัฒนาเอฟเฟคต์คนหนึ่งที่ผลิตงานมาพอสมควร เขานำเอาเอฟเฟคต์ที่เคยทำเข้ามาปรึกษา ก็เลยได้มีโอกาสช่วยพัฒนา ให้ไอเดียในการปรับปรุงคุณภาพของเอฟเฟคต์ของเขา เราใช้เวลาแก้ไขกันนานมากเหมือนกันครับ เพราะต้องบอกตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ลอง เอฟเฟคต์มีจุดอ่อนค่อนข้างมาก ผมให้ไอเดียหลักๆ ที่สำคัญๆ ไว้หลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องไม่ก๊อปปี้ชนิดทุกสิ่ง ทุกอย่าง และ เรื่อง Internal Noise ต้องน้อยสุดเพื่อให้เอฟเฟคต์นำไปใช้จริงได้ และพวก EQ ต่างๆ ก็แก้ไขกันหลายครั้ง เพื่อให้มันสมบูรณ์ที่สุดตามโจทย์ คือเป็น Mid-Gain Overdrive ที่มี Dynamic และ Headroom ที่ดี (คือไม่ Compressed จัดๆ และไม่อู้อี้ แบน หรือบาง) ตอบสนองการดีดหนักเบาได้ดี โจทย์เหล่านี้ ที่จริงแล้วผมคิดว่ามันควรจะเป็นพื้นฐานของผู้ผลิตส่วนใหญ่ และเรื่องของแคแรกเตอร์ของก้อน ค่อยตามมาทีหลัง และแน่นอนว่าส่วนของฮาร์ดแวร์ และ component ผมแนะนำให้ใช้ของดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และไม่แนะนำเด็ดขาดที่จะมาประหยัดหรือลดต้นทุนนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเอฟเฟคต์ของเค้าเอง

จากจุดนั้นถึงตรงนี้ Overdrive ตัวแรกจากค่าย JPAudio ก็ออกมาแล้วครับ ทางผู้ผลิตเรียกเจ้าก้อนนี้ว่า Precieux Overdrive ดีไซน์ดูสวยงามแบบเรียบๆ การใช้สีทองเป็นพื้นทำให้ดู Classy และเจ้าก้อนนี้มากับปุ่มปรับที่ใช้งานได้กว้างและมีผลต่อการปรับใช้งานค่อนข้างมาก แน่นอนว่ามี Volume - Tone - Gain เป็นหลัก พร้อมทั้งมี Toggle Switch มาให้สองอันเพื่อปรับ Tone Shape ชนิดอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อๆ ไปครับ

ผมทดสอบ Precieux Overdrive ด้วยกีตาร์หลากหลายชนิดครับ แต่ในคลิป ผมใช้ Gibson Les Paul Custom ผ่านตัวเอฟเฟคต์และไปเข้า Bogner: Goldfinger 45 เสียง Overdrive ที่ได้มา ได้อย่างในแทบจะ 100% เลยทีเดียว คือได้ Dynamic Response ที่ไปในทางดีมาก คือดีดเบา ก็ฟังคลีนหน่อย ดีดหนักก็เกิดการ Distort เยอะหน่อย และ Headroom เป็นที่น่าพอใจมาก แคแรกเตอร์ของเสียง Overdrive จะออกไปลักษณะนุ่มนวลเล็กน้อย และมีช่วงเกนท์ให้ใช้เยอะ ถ้าต้องการใช้ให้เป็น Clean Boost อาจจะไม่คลีนมากนัก แต่ถ้าเป็น Gain Boost นี่ถือว่าผ่านครับ เมื่อปรับไปที่ Gain ระดับกลาง และใช้ Glassy Mode (จะช่วยเพิ่มย่าน Mid-Hi และ Presence) ร่วมกับ Modern Mode (คิดซะว่าเป็น Bass Boost) ก็จะทำให้เจ้า Precieux Overdrive กลายร่างเป็น Mid Gain Overdrive ที่ใช้เสียงแตกได้ค่อนข้างมาก จนสามารถเป็นแตกหลักได้เลยทีเดียว
JPAudio : Precieux Overdrive เป็นก้อนแรกในไลน์ผลิตของ JPAudio ที่เค้าบอกว่าเป็น Premium Handwired In Thailand จากเรื่องเนื้อเสียง และอุปกรณ์การผลิต การทดสอบในขั้นตอนต่างๆ ผมแนะนำให้อย่างน้อยต้องมาลองครับ เพราะเป็นก้อนที่เรียกว่ามีระดับคุณระดับสากลและมีอนาคตทีเดียว


วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Swing R2 Millennium Gold

Swing R2 Millennium Gold (Maple Board)


บทนี้มาว่าถึงกีตาร์รุ่นเดียวกับที่เคยเขียนไปเมื่อครั้งก่อน คือ Swing Guitar Technology รุ่น R2 Millennium Gold แต่คราวนี้มาเป็นเฟรทบอร์ดที่เป็นไม้ Maple กันบ้าง เช่นเคยครับ กีตาร์ของ SGT นี้จะมากับ Gig Bag ที่ทนทานแข็งแรงของ Swing ติดตั้งสาย D'Addario เบอร์ 9 มาให้จากโรงงาน สีก็ยังคงเป็นสี Sparkle Gold หรือทองที่มีกากเพชรระยิบระยับสวยงามน่าใช้ เฮดสต๊อกก็เป็นแบบ matching คือสีทองเช่นเดียวกัน ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ก็ใช้ของคุณภาพครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bridge ใช้ของ Wilkinson: W VS50 IIK รุ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเลย

หลังจากเอากีตาร์ออกจากกระเป๋าแล้วลองจับดูเบื้องต้น รู้สึกว่าขนาดคอจะต่างกันกับรุ่น Rosewood เล็กน้อย คือ profile หลังคอจะอ้วนกว่านิดๆ จับกระชับมือดี เข้ามือสำหรับคนที่ชอบเล่นคอที่ใหญ่กว่า C นิดๆ ยังคงเป็นมิตรกับมือมากๆ ครับ ถ้าชอบคอที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กจนเกินไป ส่วนงานด้านอื่นๆ ก็เนี๊ยบมากเช่นกัน

ผมทดสอบ R2 Millennium Gold MP ผ่าน PJAudio Overdrive + Majikbox: Rocket Fuel ไปออกแอมป์ Komet: Concorde และลำโพง Marshall 2061cx เสียงจาก Single Coil ค่อนไปทางแรงนิดๆ สามารถเล่นบลูส์ แจ๊ส หรือจะฟาดร๊อคก็ไม่มีปัญหา ฮัมบัคเกอร์เสียงหนักหน่วงมาก ค่อนข้างเคลียร์ไม่ค่อยจม ด้วยความที่เฟรทบอร์ดเป็น Maple ก็ทำให้เสียงฟังคมชัด และมีความกัดจิกและจิ๊กโก๋กว่า RW อยู่บ้าง ตรงนี้ก็แล้วแต่รสนิยมแล้วครับ ว่าชอบแนวไหนมากกว่ากัน ด้วยราคาและคุณภาพการผลิตแบบนี้ เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ตัวนึงเลยครับ สำหรับคนที่กำลังมองหากีตาร์คุณภาพดีๆ ไว้หัด หรือจะใช้เล่นจริงๆ จังๆ R2 Millennium Gold น่าจะตอบสนองคุณได้อย่างดี



วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Swing R2 Millennium Gold

R2 - Millenium Gold (Rosewood)


คราวก่อนได้เขียนเล่าให้ฟังไปแล้วถึงกีตาร์ Made In Korea แดน K Pop ที่เพิ่งได้ทดลองเป็นครั้งแรก แต่รู้สึกได้ว่างานการผลิตค่อนไปทางดีมาก วันนี้มาเขียนเล่าอีกตัวครับ เพิ่งมีโอกาสได้จับต้องได้ลอง Swing Guitar Techonology รุ่น R2 - Millenium Gold (RW) ซึ่ง RW นี่คือเฟรทบอร์ดเป็น Rosewood และตัวกีตาร์เป็นสีทองสวยงามสมชื่อรุ่น

ผมหยิบกีตาร์ออกจาก Soft Case ที่ทาง Swing ให้มาก็เห็นว่างานการผลิตดีใช้ได้เลย สีทำมาเนียน ตัวกีตาร์และคอได้มาตรฐานสวยงามน่าใช้ เช็คสเปกค์ดูก็เห็นว่าใช้ของดีทีเดียวเช่นส่วนคอก็ใช้ Canadian Hard Maple ท๊อปด้วย Indian Rosewood ส่วนตัวกีตาร์ก็เป็นไม้ Alder และมีระบบอิเลคทรอนิกส์เป็น H-S-S ที่น่าจะเล่นได้กว้าง และหลากแนวใช้ปิ๊กอัพของทาง SGT เอง ในส่วน Single Coil สองตัวก็เป็นรุ่น Swing Blues Breaker และ Humbucker เป็น Swing Heart Breaker ทางด้านพวกกลุ่มฮาร์ดแวร์ก็ใช้ของ Swing ผลิตเองก็น่าจะเป็น Made In Korea เช่นกันตามมาตรฐาน ส่วนฟินนิชชิ่งนี่ก็เป็น Gloss และทำสีแบบ Sparkle Gold รวมไปถึง Matching Headstock สวยงามอลังการ ดูคลาสสิคครับ

ผมทดสอบ Swing: R2 - Millenium Gold ตัวนี้กับแอมป์ Komet K60 เสียงฟังดูดี ฟังดูกลมๆ ดุๆ หน่อย อาจจะด้วย pickups ที่ติดมา แรงเอาเรื่องครับ เนื้อเสียงโอเคทีเดียว สายบนๆ ฟังนวลๆ กลมๆ ตามแคแรกเตอร์ของ Rosewood สายล่างๆ ติดบางๆ อาจจะด้วยเป็นเพราะใส่สายเบอร์ 09 มาตั้งแต่โรงงาน (ส่วนตัวผมเล่น 0.10 รู้สึกว่า "Ball" มันน้อยไปนิด) อาจจะมีจี่นิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นแคแรกเตอร์ของ Single Coils ส่วน Hum ก็น้อยลงไปเยอะครับ ผมลองเล่นกับ Distortion (ใช้ PJAudio Precieux + Rocket Fuel จาก Majikbox) เสียงดุดันมากๆ ย่านเบสฟังแน่นเสียงย่านแหลมฟังเด่นดีครับ สายร๊อคน่าจะแฮปปี้เลยทีเดียวครับ 

Swing Guitar Technology รุ่น R2 - Millennium Gold ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่มีมาตรฐานดี และราคาจับต้องได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีตาร์ที่เล่นอาชีพ หรือเล่นสนุกๆ อยู่กับบ้าน แม้กระทั่งเพิ่งหัดเล่น กีตาร์รุ่นนี้น่าจะตอบสนองคุณๆ ได้ทั้งเสียง และความสวยงามครับ